สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนต่อภาคเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเส้นทางพลังงานและการเดินเรือในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานและลูกเรือไทยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดและมีแนวโน้มขยายวงกว้าง โดยอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีจากเป้าหมายทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศของภูมิภาค ขณะเดียวกันกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ยังคงมีการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์ในอิรักก็มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น รัฐบาลไทยยังคงย้ำเตือนให้คนไทยที่พำนักหรือทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ในด้านการช่วยเหลือคนไทย กระทรวงการต่างประเทศได้เร่งดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศ โดยเฉพาะกรณีลูกเรือไทยจากเรือบรรทุกสินค้า ‘มยุรีนารี’ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูตไทยได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้ลูกเรือทั้ง 20 คนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพื่อใช้เดินทางออกจากเมืองคาซาบ ประเทศโอมาน ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย โดยต้องผ่านการประสานเรื่องวีซ่าผ่านแดนกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ทั้งนี้ทางการโอมานได้ยืนยันว่าจะอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเพื่อให้ลูกเรือสามารถขึ้นเครื่องกลับประเทศได้ โดยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 16 มีนาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน ที่ยังสูญหายยังคงดำเนินต่อไป โดยกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูตไทยในพื้นที่ยังคงประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในภาพรวม นับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้วรวม 591 คน ขณะที่กลุ่มคนไทยชุดสุดท้ายที่เดินทางออกจากอิหร่านจำนวน 7 คน ได้เดินทางถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัยแล้ว
ด้านกระทรวงแรงงานเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานและพำนักอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวประมาณ 67,047 คน โดยมีผู้แจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยผ่านสถานเอกอัครราชทูตแล้ว 977 คน ซึ่งขณะนี้เดินทางกลับแล้ว 72 คน และอยู่ระหว่างการเดินทางกลับอีก 9 คนจากประเทศบาห์เรน
สันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับกรณีลูกเรือไทยจากเรือมยุรีนารีจำนวน 23 คน กระทรวงแรงงานได้ประสานกับบริษัทเจ้าของเรือเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 20 คน โดยบริษัทได้จัดที่พักให้ลูกเรือพักในโรงแรมที่เมืองคาซาบ ประเทศโอมาน พร้อมดูแลด้านอาหาร ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งจำเป็น รวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกเรือสามารถติดต่อครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
ในจำนวนนี้มีลูกเรือ 1 คนที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณมือ ซึ่งได้รับการรักษาในโรงพยาบาลและกลับมาพักฟื้นที่โรงแรมแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังจัดบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตผ่านนักจิตวิทยาชาวไทย เพื่อช่วยดูแลสภาพจิตใจของลูกเรือหลังเหตุการณ์
ในด้านสิทธิประโยชน์ บริษัทเจ้าของเรือ ยืนยันว่าจะจ่ายค่าจ้างให้ลูกเรือทุกคน เต็มจำนวนตามสัญญา รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยค่าจ้างจะโอนเข้าบัญชีตามรอบปกติทุกสิ้นเดือน จนกว่าลูกเรือจะเดินทางกลับถึงประเทศไทย
ขณะเดียวกัน หากมีทรัพย์สินส่วนตัวที่สูญหายจากเหตุการณ์บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายให้ลูกเรืออย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่าจะยังคงสถานะการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับกลับเข้าทำงานเมื่อมีความพร้อม
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าเยี่ยมครอบครัวของลูกเรือทั้ง 23 คน เพื่อให้ข้อมูลและตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่ลูกเรือควรได้รับตามกฎหมาย พร้อมประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยและการเดินทางกลับประเทศของลูกเรือไทยทั้งหมดท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค




