ท่ามกลางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความเข้มข้น ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกจับตาในฐานะหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญ ที่ไทยหวังใช้ยกระดับบทบาทศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือเดิม และดึงดูดการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม โครงการยังเผชิญคำถามสำคัญทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากภาคประชาชน
ล่าสุด คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ได้ประชุมนัดแรก โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อกำหนดกรอบศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการภายในระยะเวลา 90 วัน
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ระยะเวลาศึกษา 90 วันค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่สามารถเริ่มศึกษาทุกอย่างใหม่ได้ทั้งหมด ดังนั้น คณะกรรมการจะใช้ผลศึกษาที่มีอยู่เดิมของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งจัดทำไว้เมื่อปี 2566 รวมถึงผลการศึกษาของวุฒิสภา มาใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณา
ทั้งนี้ การศึกษาจะประเมินทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การขนส่งสินค้า ความเป็นไปได้เชิงธุรกิจ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ โดยยืนยันว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคมอย่างรอบด้าน
“ต้องดูทั้งมิติทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปมากจากช่วงที่มีการศึกษาเดิม ทั้งเรื่องเส้นทางการค้า พลังงาน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีผลต่อความคุ้มค่าของโครงการ”
— ดนุชา กล่าว
ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด เพื่อเร่งขับเคลื่อนการศึกษาในแต่ละด้าน ประกอบด้วย
1. คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนและนักวิชาการร่วมพิจารณา
2. คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมร่วมศึกษา
3. คณะอนุกรรมการด้านการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อดูแลการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน
ดนุชา ระบุว่า คณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด จะสรุปผลการดำเนินงานเสนอที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในการประชุมครั้งถัดไปช่วงเดือนมิถุนายนนี้
สำหรับประเด็นด้านกฎหมาย เช่น การออกกฎหมายเฉพาะลักษณะเดียวกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องรอผลประเมินความเหมาะสมและรูปแบบการพัฒนาโครงการก่อน ว่าจะมีลักษณะเชิงธุรกิจในรูปแบบใด
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งศึกษาภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด โดยหากดำเนินการไม่ทันภายใน 90 วัน อาจเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาเพิ่มเติมต่อไป




