‘ปกรณ์’ ผนึกเอกชนปิดช่องคอร์รัปชัน เร่งดิจิทัลดันไทยเข้า OECD

15 พ.ค. 2569 - 16:35

  • รัฐ-เอกชนตั้งวงทำงานใกล้ชิด ปรับกฎหมายลดดุลยพินิจเจ้าหน้าที่

  • ดันใช้ดิจิทัล-AI เชื่อมข้อมูลรัฐ ปิดช่องทุจริต ยกระดับโปร่งใส

  • กกร. เสนอประกาศ ‘ต้านคอร์รัปชัน’ เป็นวาระแห่งชาติ รับโจทย์ OECD

‘ปกรณ์’ ผนึกเอกชนปิดช่องคอร์รัปชัน เร่งดิจิทัลดันไทยเข้า OECD

‘ปกรณ์’ เดินหน้าผนึกภาคเอกชนเร่งปิดช่องทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมผลักดันการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส รองรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคธุรกิจที่มองคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถแข่งขันประเทศ

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการแก้ปัญหาทุจริตเชิงระบบ

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผลสำรวจภาคเอกชนพบว่า กว่า 89% มองว่า ‘คอร์รัปชัน’ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ

ปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการยกระดับความโปร่งใส เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และรองรับการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ทั้งนี้ ภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ตรวจสอบและป้องกันการทุจริต การลดขั้นตอนที่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลยพินิจ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุน

หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพในการตรวจสอบและลดช่องว่างการทุจริต

anti-corruption-oecd-thailand-SPACEBAR-Photo01.jpg

ภาคเอกชนยังเสนอให้รัฐบาลประกาศ ‘การต่อต้านคอร์รัปชัน’ เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมถึงตั้งกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนด้านต่อต้านทุจริตและฟอกเงิน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้จริง

อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การเร่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปิดช่องโกง ผ่านระบบเปิดเผยข้อมูลและติดตามโครงการภาครัฐแบบเรียลไทม์ ทั้งระบบ Dashboard ติดตามงบประมาณ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลาง รวมถึงการผลักดันระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement) ให้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ยกระดับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรุงเทพมหานคร เป็นต้นแบบด้านความโปร่งใส โดยเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน พร้อมเปิดให้ประชาชนประเมินคุณภาพการให้บริการของหน่วยงานรัฐโดยตรง

ด้านภาคเอกชนยังผลักดันโครงการ ‘Reinvent Thailand’ เพื่อเร่งปลดล็อกกฎหมายและอุปสรรคการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สุขภาพและการแพทย์ ท่องเที่ยว ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ นายปกรณ์และภาคเอกชนเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดย กกร. เตรียมนำเสนอข้อเสนอแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรอง ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเร่งลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เพิ่มความคล่องตัวการลงทุน และยกระดับความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

anti-corruption-oecd-thailand-SPACEBAR-Photo02.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์