ระเบิดเวลาลูกใหม่? ‘เควิน วอร์ช’ คัมแบ็กนั่งเก้าอี้ประธาน Fed พร้อมวาระ ‘ปฏิวัติระบบ’ ท่ามกลางเงาบงการของทรัมป์

22 พ.ค. 2569 - 09:19

  • เควิน วอร์ช วัย 56 ปี ได้รับการยืนยันเป็นประธานเฟดราลรีเซิร์ฟ พร้อมแผนปฏิรูประบบการตัดสินใจและการสื่อสาร

  • ทรัมป์กดดันให้ลดอัตราดอกเบียเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลเรื่องอิสรภาพของธนาคารกลาง

  • วอร์ชเปลี่ยนจากนโยบาย "เหยี่ยว" มาสู่การสนับสนุนอัตราดอกเบียต่ำตามที่ทรัมป์ต้องการ

ระเบิดเวลาลูกใหม่? ‘เควิน วอร์ช’ คัมแบ็กนั่งเก้าอี้ประธาน Fed พร้อมวาระ ‘ปฏิวัติระบบ’ ท่ามกลางเงาบงการของทรัมป์

การกลับมาที่โลกต้องจับตา เมื่อ ‘เควิน วอร์ช’ อดีตผู้ว่าการสายเหยี่ยว ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคำถามชวนคิด: เขาจะมาเพื่อกู้เศรษฐกิจ หรือมาเพื่อทำตามสั่งของ โดนัลด์ ทรัมป์?


หลังจากผ่านการรับรองจากวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน ‘เควิน วอร์ช’ (Kevin Warsh) ในวัย 56 ปี เตรียมเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ถือเป็นการคัมแบ็กสู่อำนาจอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากที่เขาเคยสะบัดบ็อบลาออกจากบอร์ด Fed ไปเมื่อปี 2011 เพราะขัดแย้งเรื่องนโยบาย


แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะวอร์ชพกวาระที่เรียกว่า ‘Regime Change’ หรือการปฏิวัติแนวทางการทำงานของ Fed มาแบบจัดเต็ม ตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีประเมินข้อมูลเศรษฐกิจ การยกเลิกส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า (Forward Guidance) ไปจนถึงการเปิดทางให้กรรมการ Fed ‘ฉะกันตรงๆ’ ในที่ประชุมมากขึ้น


เป็นอิสระ... หรือแค่ ‘หุ่นเชิด’?

สิ่งที่สปอตไลท์ทุกดวงจับจ้องไม่ใช่แค่นโยบายใหม่ แต่คือ ‘ความเป็นอิสระ’ ของ Fed เพราะวอร์ชก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้จากการเสนอชื่อของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่พยายามแทรกแซงแท่นพิมพ์เงินของโลกมาโดยตลอด

ที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดหน้าชนกับ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ อดีตประธาน Fed อย่างดุเดือด โทษฐานที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามใจสั่ง แถมรัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้ากดดันกรรมการ Fed สายตรงข้ามอย่าง ‘ลิซา คุก’ ให้พ้นตำแหน่งอีกด้วย


ในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา วอร์ชประกาศเสียงแข็งว่าเขา "ไม่มีทางเป็นหุ่นเชิดของประธานาธิบดีแน่นอน" และจะรักษาความเป็นอิสระของ Fed ไว้ด้วยชีวิต

ผมเป็นเกียรติที่ได้รับการเสนอชื่อ แต่ถ้าได้รับการยืนยันแล้ว ผมจะเป็นตัวแสดงที่เป็นอิสระ

เควิน วอร์ช

สายสัมพันธ์คอนเนกชัน และ ‘ใจที่เปลี่ยนไป’

โปรไฟล์ของวอร์ชถือว่าไม่ธรรมดา เขาเรียนจบจาก Stanford และ Harvard Law School เคยเป็นมือดีด้าน M&A ที่ Morgan Stanley ก่อนจะเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจในยุคของ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช

นอกจากนี้ เขายังแต่งงานกับ ‘เจน ลอเดอร์’ ทายาทอาณาจักรเครื่องสำอางระดับโลกอย่าง Estée Lauder ซึ่งพ่อของเธอ (โรนัลด์ ลอเดอร์) ก็คือหนึ่งในมิตรสหายสายตรงของ โดนัลด์ ทรัมป์ มาอย่างยาวนาน


ที่น่าสนใจคือ ในอดีตวอร์ชคือ ‘สายเหยี่ยว’ (Hawk) ตัวพ่อที่เน้นขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตบเงินเฟ้อให้หมอบ แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เขากลับเปลี่ยนโทนเสียง หันมาหนุนการ ‘ลดดอกเบี้ย’ ซึ่งประจวบเหมาะกับความต้องการของทรัมป์แบบไร้รอยต่อ แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังเผชิญภาวะเงินเฟ้อฝังลึกมาตั้งแต่ยุคโควิดก็ตาม โดยวอร์ชโยนบาปทั้งหมดให้เป็นความผิดพลาดเชิงนโยบายของ Fed ในช่วงปี 2021-2022

ฟังสิ่งชี้แจง แต่ให้ ‘ดูที่การกระทำ’


เดวิด เวสเซล (David Wessel) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Brookings เตือนว่า วาระของวอร์ชนั้นยิ่งใหญ่มาก แต่เราต้อง "ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด" เพราะในความเป็นจริง ประธาน Fed ไม่สามารถใช้อำนาจเผด็จการสั่งซ้ายหันขวาหันได้ แต่ต้องทำงานร่วมกับกรรมการคนอื่นๆ

"เขาเป็นคนประนีประนอมและเข้าหาคนเก่ง ซึ่งนั่นจะเป็นข้อดีตราบใดที่เขาไม่เร่งรีบหรือหักด้ามพร้าด้วยเข่าจนเกินไป" เวสเซล ชี้

ขณะที่ แคทเธอรีน จัดจ์ (Kathryn Judge) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจาก Columbia University มองว่า ความร้าวฉานภายใน Fed จะเป็นโจทย์หินของเขา "เราไม่ได้เห็นประธาน Fed ที่เข้ามาเพื่อล้างไพ่และเปลี่ยนทิศทางองค์กรแบบหน้ามือเป็นหลังมือมานานมากแล้ว หลังจากนี้... อยู่ที่ว่าของจริงจะเป็นอย่างไร"

นับจากนี้ โลกต้องจับตาดูว่า Fed ยุค ‘เควิน วอร์ช’ จะเปลี่ยนผ่านสู่มิติใหม่ หรือจะกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของทำเนียบขาว!

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์