ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ยังปกคลุมจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต ภาคเอกชนไทยเริ่มส่งสัญญาณเตือนชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปราะบางมากขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า
ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ลงอีกครั้ง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งพลังงาน แรงงาน และการต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว
การประชุมครั้งนี้มี พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ วรกฤต จารุวงค์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย

กกร. ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะหลังช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีและต้องใช้เวลาซ่อมแซม
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง และเริ่มกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงแล้ว โดยเฉพาะภาคการบินและการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลจากเที่ยวบินตะวันออกกลางที่ลดลง
แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 จะขยายตัว 2.8% แต่ กกร. มองว่า การเติบโตยัง ‘กระจุกตัว’ อยู่เพียงบางภาคส่วน โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนภาคเอกชน การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่ขยายตัวกว่า 45% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 12
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนกังวลว่า การเติบโตดังกล่าวยังไม่กระจายไปยังภาคการผลิตและเศรษฐกิจฐานกว้างมากนัก
จากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น กกร. จึงปรับลดประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เหลือเติบโตเพียง 1.2-1.6% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 1.6-2.0% ขณะที่เงินเฟ้อถูกปรับเพิ่มเป็น 2.0-3.0% ตามทิศทางราคาพลังงานโลก
กกร. ยังประเมินว่า ความเสี่ยงสำคัญหลังจากนี้ คือปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่อาจกลายเป็น ‘วิกฤตรอบใหม่’ สำหรับภาคธุรกิจไทย หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ รวมถึงเดินหน้าแผน “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญที่ กกร. แสดงความกังวล คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
กกร. เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบ รวมถึงจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังแรงงานจำนวนมาก และรักษาความเชื่อมั่นด้านการลงทุน
นอกจากนี้ กกร. ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ และจะช่วยลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การอนุญาต และการใช้ดุลยพินิจของภาครัฐ
ภาคเอกชนมองว่า การยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญต่อเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยในอนาคต





