หลังเวทีหารือระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้นำภาคธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ หรือวงหารือ ‘เจ้าสัว’ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย การแข่งขันโลก ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน และข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ล่าสุดรัฐบาลเริ่มเดินหน้ารับลูกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลไกคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนข้อเสนอจากภาคเอกชนเข้าสู่การปฏิบัติ
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างมาก และยืนยันว่าการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ไม่ได้เป็นการดำเนินนโยบายเพื่อกลุ่มทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาศักยภาพของภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และประคองเศรษฐกิจโดยรวม
“นายกรัฐมนตรีมองว่า หากภาคธุรกิจอยู่ได้ ก็จะเกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ และเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่อง ดังนั้นข้อเสนอจากภาคเอกชนจึงต้องถูกผลักดันให้เกิดผลจริง” นางรัชดา กล่าว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจน พร้อมรายงานความคืบหน้าทุก 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน ผ่านกลไกคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)
สำหรับประเด็นหลักที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อน มี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
ด้านแรก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
ด้านที่สอง การพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI โดยให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เร่งออกแบบแนวทางยกระดับแรงงานไทยให้สอดรับกับอุตสาหกรรมยุคใหม่
ด้านที่สาม การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตที่จะสร้างการลงทุนและรายได้ใหม่ให้ประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหน่วยงานหลัก
ส่วนด้านสุดท้าย คือ การลดอุปสรรคด้านการอนุญาต การลดขั้นตอนราชการ และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ร่วมกันผลักดัน
การสั่งการครั้งนี้สะท้อนทิศทางของรัฐบาลที่พยายามเปลี่ยน ‘วงหารือ’ ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจ ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติ หลังภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณกังวลต่อความสามารถแข่งขันของไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับความท้าทายสำคัญหลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ แต่คือความสามารถของภาครัฐในการผลักดันให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งเรื่องกฎระเบียบ การอนุญาต การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว




