อดีตผู้จำหน่ายอิสระรายใหญ่ธุรกิจขายตรง เฮอร์บาไลฟ์ โค้ชเชษฐ์-โค้ชนัตตี้ บุก สคบ. ฟ้องบริษัทเฮอร์บาไลฟ์ไทย เลิกสัญญาไม่เป็นธรรม หลังร่วมงาน 26 ปี เรียกค่าเสียหาย กว่า 1,500 ล้านบาท
สุรเชษฐ์ วงศ์หล่อ หรือ "โค้ชเชษฐ์" และนางจิณณพัต วงศ์หล่อ หรือ "โค้ชนัตตี้" สองอดีตผู้จำหน่ายอิสระรายใหญ่ของบริษัท เฮอร์บาไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยทีมทนายความ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกบริษัทบอกเลิกสัญญาโดยไม่เป็นธรรม หลังจากทุ่มเทสร้างธุรกิจมานานกว่า 26 ปี และมียอดขายอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องกว่า 10 ปี รวมถึงอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย
ผู้ร้องเรียนได้ยื่น 3 ประเด็นหลักให้ สคบ. พิจารณาตรวจสอบ ได้แก่
1. การเลิกสัญญาโดยไม่เป็นธรรม บริษัทอ้างเหตุเรื่องการขายสินค้าออนไลน์เป็นข้ออ้างในการยกเลิกสัญญา ทั้งที่ผู้ร้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารระดับสูงและดำเนินการโดยสุจริตมาตลอด 26 ปี ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อพฤติการณ์ทางการค้าที่ควรเป็น
2. มาตรฐานสองมาตรฐานและการเลือกปฏิบัติ บริษัทสั่งระงับสิทธิผู้จำหน่ายรายย่อยโดยอ้างกฎระเบียบ แต่กลับดำเนินการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์เสียเอง เข้าข่ายการกีดกันทางการค้าและใช้อำนาจเหนือสัญญาเพื่อเอาเปรียบผู้ร่วมธุรกิจ
3. ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อกฎหมาย ขอให้ สคบ. ตรวจสอบข้อสัญญาและคู่มือผู้จำหน่ายที่บริษัทกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวว่ามีลักษณะรัดกุมเกินสมควร หรือขัดต่อ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง และ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่
สุรเชษฐ์ วงศ์หล่อ กล่าวว่า เดินทางมาคือเพื่อร้องเรียนกรณีถูก บจก. เฮอร์บาไลฟ์ (ประเทศไทย) ยุติสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม โดยฝ่ายบริหารนำโดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัท และมีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุเรื่อง ‘โปรเจกต์ช้อปปี้’ ทั้งที่ตัวบริษัทเองกลับนำโปรเจกต์นี้ไปดำเนินการขายต่อในภายหลัง โดยไม่ให้เครดิตตนในฐานะผู้ริเริ่มความคิด
"บริษัทอ้างว่าผมขายลดราคา แต่ผมขายราคาเต็มตลอด ในขณะที่ปัจจุบันสินค้าของบริษัทเองก็ปรากฏอยู่บนช้อปปี้พร้อมส่วนลดเต็มไปหมด แต่บริษัทกลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ" โค้ชเชษฐ์กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ายังมีผู้จำหน่ายรายอื่นที่เคยถูกยุติสัญญาไปแล้วสามารถกลับเข้ามาได้ใหม่ในภายหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เท่าเทียมกัน
ด้านโค้ชนัตตี้ เปิดเผยว่าที่ใช้เวลานานกว่า 1 ปีก่อนจะเดินหน้าทางกฎหมาย เพราะต้องใช้เวลาหารายได้ใหม่เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวหลังถูกตัดรายได้ทันที รวมถึงต้องสะสมทรัพยากรทั้งด้านการเงินและหลักฐานเพื่อสู้คดีกับบริษัทมหาชนระดับโลก
"ตอนโดนตัดสัญญา รายได้หายไปเลย เหลือศูนย์บาท ต้องคิดว่าจะเลี้ยงลูกยังไง ต้องออกไปทำงานหาเงินก่อน" โค้ชนัตตี้กล่าว พร้อมย้ำว่าตลอด 16 ปีที่ร่วมงานกับบริษัท เธอขายสินค้าในราคาเต็มเสมอ ไม่เคยตัดราคา และได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารในการเปิดช้อปปี้อย่างเป็นทางการ มีหลักฐานการสื่อสารและการที่ผู้บริหารเดินทางมาถึงบ้านเพื่อขอให้สอนเทคนิคการขายบนแพลตฟอร์มดังกล่าว
"เขามาที่บ้าน มาดูช้อปปี้ มาให้เราสอน แล้วอีก 2 เดือนก็ไล่เราออก บอกว่าเราทำผิดกฎเรื่องช้อปปี้ มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทุกอย่าง" โค้ชนัตตี้กล่าว

ก่อนหน้าการยื่นเรื่องต่อ สคบ. วันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมาทั้ง โค้ชเชษฐ์" และ"โค้ชนัตตี้" พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่ บริษัท ก็อดมาร์เธอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อเปิดเผยกรณีการถูกบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ระดับโลกยุติสัญญาโดยไม่เป็นธรรม
ทางด้านทนายความของทั้งคู่ระบุว่า มูลค่าความเสียหายรวมอยู่ที่ 1,153 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งรายได้ที่สูญเสีย ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และสภาพจิตใจ พร้อมเน้นว่าบริษัทเฮอร์บาไลฟ์เคยถูกหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ดำเนินการมาแล้วในอดีต จึงอยากให้ สคบ. ยึดมาตรฐานการตรวจสอบเดียวกันกับที่เคยทำกับธุรกิจขายตรงรายอื่น
ปัจจุบันทั้งโค้ชเชษฐ์และโค้ชนัตตี้ได้เปิดธุรกิจใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท แอสเซนดา โกลบอล จำกัด (ด้านการอบรมและสร้างอาชีพ), บริษัท ก็อดมาร์เธอร์ จำกัด (ผลิตภัณฑ์ชะลอวัย) และบริษัท ไอโอแทร็ก เอไอ จำกัด โดยระบุว่าพร้อมสู้คดีนี้จนถึงที่สุด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้จำหน่ายอิสระในวงการขายตรงไทย






