แอร์บัสเร่งพัฒนาอากาศยาน ‘ปีกพับได้-พลังงานไฮโดรเจน’ ปฏิวัติการบินรักษ์โลกปี 2030

25 ก.ค. 2569 - 10:39

  • แอร์บัสปฏิวัติรูปทรงเผยโฉม Wing of Tomorrow ปีกพับได้ ลดใช้น้ำมัน 20-30%

  • นวัตกรรม ZEROe ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ขับเคลื่อน 4 ใบพัดไฟฟ้า ปล่อยไอเสียเป็นเพียงหยดน้ำ

  • ผนึกเยอรมนีสร้างเครื่องยนต์ พร้อมดึงกว่า 220 สนามบินทั่วโลกเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน

แอร์บัสเร่งพัฒนาอากาศยาน ‘ปีกพับได้-พลังงานไฮโดรเจน’ ปฏิวัติการบินรักษ์โลกปี 2030

ยุคทองของพลังงานสะอาด แอร์บัสเปิดตัว “Wing of Tomorrow” นวัตกรรมปีกแห่งอนาคต และการแท็กทีมข้ามสายพันธุ์เขย่าบัลลังก์อุตสาหกรรมการบินยุโรป เร่งเครื่อง Net-Zero Emission ให้ทันจีน

“ปีกแห่งอนาคต” อากาศพลศาสตร์เครื่องมือลดคาร์บอน

ในอดีต ทางรอดเดียวของการประหยัดน้ำมันเครื่องบินคือการรอให้ผู้ผลิตส่งเครื่องยนต์รุ่นใหม่ออกมา แต่สำหรับแอร์บัส (Airbus) ยุคใหม่ วิศวกรกำลังพิสูจน์ว่า “รูปทรงของปีก” สามารถลดการรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ได้มหาศาลไม่แพ้กัน

green-space-airbus-folding-wings-hydrogen-2030-SPACEBAR-2.jpg

ในงาน Farnborough Airshow แอร์บัสได้เผยโฉม Wing of Tomorrow นวัตกรรมปีกยืดพับได้ขนาดใหญ่ที่มีขนาดยาวและบางลงอย่างเห็นได้ชัด เทคโนโลยรที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงต้านอากาศ โดยตั้งเป้าลดการใช้น้ำมันลงให้ได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเตรียมนำไปติดตั้งกับเครื่องบินสาธิต X-Wing (A321) เพื่อทดสอบการบินจริงที่ฐานทัพอากาศกาโซ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสภายในสิ้นปีนี้

“เดิมทีเราพึ่งพาเครื่องยนต์เป็นหลัก แต่ประวัติศาสตร์กำลังเปลี่ยนไป รูปร่างของปีกมอบผลลัพธ์ในการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้ทัดเทียมกัน และนี่คือไพ่ใบสำคัญของเรา”

บรูโน ฟิเชอเฟอ หัวหน้าฝ่ายโครงการอนาคตของแอร์บัส กล่าว

โปรเจกต์ ZEROe

เปลี่ยนพลังงานไฮโดรเจนให้เป็นกระแสไฟฟ้า ไร้มลพิษ 100%

นอกจากเรื่องปีกแล้ว แอร์บัสยังเร่งเครื่องในโครงการ ZEROe เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การบินไร้คาร์บอน โดยเลือกใช้ “เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน” (Hydrogen Fuel Cells) ทำหน้าที่เปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนชุดใบพัด 4 ตัว โดยมีผลพลอยได้จากปฏิกิริยาเคมีออกมาเป็นเพียง “น้ำ” เท่านั้น

เดิมพันครั้งใหญ่ ก้าวข้ามขอบเขตเดิมสู่ระบบขับเคลื่อนไฮโดรเจน

หากจะไปให้ถึงเป้าหมายการบินที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) น้ำมันฟอสซิลต้องถูกแทนที่อย่างสิ้นเชิง แอร์บัสจึงตัดสินใจก้าวออกจาก Comfort Zone ด้วยการประกาศจับมือกับพันธมิตรจากเยอรมนี อย่าง MTU และ ElringKlinger (ในนามบริษัทร่วมทุน Aerostack) ร่วมกันพัฒนาเครื่องยนต์ไฟฟ้าไฮโดรเจนที่มีกำลังสูงและน้ำหนักเบาพอสำหรับเครื่องบินพาณิชย์

ความเคลื่อนไหวนี้เปรียบเสมือนการหักหน้าพาร์ตเนอร์คู่บุญอย่าง Safran จากฝรั่งเศสอย่างจัง หลังจากที่ CEO ของ Safran เคยออกมาระบุว่า “เครื่องบินไฮโดรเจนเป็นเรื่องของศตวรรษหน้า” แต่แอร์บัสกลับมองว่าโลกและสิ่งแวดล้อมรอเวลานานขนาดนั้นไม่ได้อีกต่อไป

เครื่องบินรุ่นถัดไปของแอร์บัสอาจมาพร้อมกับปีกที่ยาวและเพรียวบางยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดเชื้อเพลิง
เครื่องบินรุ่นถัดไปของแอร์บัสอาจมาพร้อมกับปีกที่ยาวและเพรียวบางยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดเชื้อเพลิง

นวัตกรรม Open-Fan และเกมการเมืองเรื่องความยั่งยืนระดับโลก

นอกจากไฮโดรเจนแล้ว แอร์บัสยังเร่งทดสอบเครื่องยนต์ไร้ฝาครอบแบบ Open-Fan ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี Nacelle-Enclosed เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดภายในปี 2030 และพร้อมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จริงในปี 2035 ขณะเดียวกัน แอร์บัสยังได้ขยายโครงการ Hydrogen Hubs at Airports จับมือกับสนามบินมากกว่า 220 แห่งทั่วโลก เพื่อเตรียมระบบการจัดเก็บและเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนล่วงหน้า

สำหรับเบื้องหลังการรุกหนักด้านนวัตกรรมสีเขียวครั้งนี้ ไม่ได้แค่โจทย์เรื่องโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในขณะที่ยุโรปกำลังถกเถียงกัน ประเทศจีนกลับทุ่มงบประมาณมหาศาลในการพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cells) และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนไปไกลมากแล้ว และหากยุโรปต้องการรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปฏิวัติเทคโนโลยีของแอร์บัสในครั้งนี้ก็อาจสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้อุตสาหกรรมการบินพร้อมทยานขึ้นเป็นหัวแถว

ทั้งหมดจะเป็นแรงผลักให้อุตสาหกรรมการบินในเอเชียและประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับพลังงานสะอาด และการปรับใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์โลกและผู้บริโภคที่พร้อมสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อโลกเท่านั้น

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์