‘GCAP GOLD’ ชี้ทองปีม้าคึก
ส่อแววแตะ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
ทิศทางราคาทองคำโลกและทองคำไทยในปี 2569 ยังถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์ลงทุนเด่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันกลับมาให้ความสำคัญกับทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า ราคาทองคำในปี 2569 ยังมีโอกาสเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยคาดว่าราคาทองคำโลกมีลุ้นขยับขึ้นไปแตะระดับ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศอาจพุ่งขึ้นสู่ช่วง 72,000–74,000 บาทต่อบาททองคำ
อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ GCAP GOLD เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ยังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยประเมินกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,750-4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยราว 72,000–74,000 บาท ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับมุมมองเชิงกลยุทธ์ ระบุว่า แม้ราคาทองคำโลกอาจมีการพักฐานเป็นระยะ แต่หากยังไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 3,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จะยังถือเป็นการปรับฐานเพื่อขึ้นต่อในระยะยาว โดยมีจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ 2 ระดับ ได้แก่ โซนพักตัวระยะสั้นที่ 4,050-3,990 ดอลลาร์ และโซนแนวรับลึกในกรณีปรับฐานแรงกว่าคาดที่ 3,885-3,750 ดอลลาร์ ขณะที่เป้าหมายทำกำไรในกรณี Bull Case อยู่ที่ 4,750-4,900 ดอลลาร์
ในส่วนของราคาทองคำไทย ยังคงมีช่องว่างในการปรับตัวขึ้นตามทิศทางทองโลก โดยหากค่าเงินบาททรงตัวใกล้ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ มีโอกาสเห็นราคาขยับขึ้นสู่ช่วง 72,000-74,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ อาจทำให้ราคาทองในประเทศปรับขึ้นช้ากว่าทองโลก ขณะที่กรณีเงินบาทอ่อนค่ามาที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำไทยมีโอกาสขยับขึ้นเหนือ 75,000 บาทได้ไม่ยาก
ทั้งนี้ GCAP GOLD มองว่า ระดับราคาทองคำไทยในช่วง 61,500-60,500 บาท เป็นจังหวะเหมาะสมสำหรับการเข้าสะสมเพิ่มเติม ขณะที่นักลงทุนที่ถือครองทองคำอยู่ในระดับประมาณ 64,000 บาท ยังมีโอกาสลุ้นอัพไซด์ในการทำกำไรอีกราว 7,000-10,000 บาท ตามเป้าหมายราคาสูงสุดที่ประเมินไว้
อารีรัตน์ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหนุนสำคัญของราคาทองคำในปี 2569 ประกอบด้วย สัญญาณทางเทคนิคระยะยาวที่เป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน และการเกิด Bullish Breakout หลายครั้ง ทำให้การย่อตัวของราคาในระยะสั้นถูกมองเป็นเพียงการพักฐานเพื่อสะสมแรงซื้อ
ขณะเดียวกัน ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่เข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงต่อเนื่องในปี 2568-2569 รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จากแรงกดดันทางการเมือง และประเด็นการเปลี่ยนแปลงตัวประธาน Fed ล้วนเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อราคาทองคำ
นอกจากนี้ ความต้องการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง การกลับมาซื้อทองคำของกองทุน ETF และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรง โดยเฉพาะความตึงเครียดในเอเชียระหว่างจีนและญี่ปุ่น ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ลงทุนเด่นในปี 2569


