ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง กำลังกดดันตลาดการเงินทั่วโลก และสำหรับประเทศไทย ผลกระทบกำลังสะท้อนชัดเจนผ่าน “ตลาดทุน” เป็นด่านแรก
'ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล' ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางสูง ทั้งจากโครงสร้างตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นแรงก่อนหน้า และการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจเกินขึ้นใน 4 สัปดาห์
ตลาดทุนสะเทือน ดัชนีร่วง–ใช้ Circuit Breaker
แรงกระแทกจากสงครามเริ่มปรากฏทันทีในตลาดหุ้นไทย โดยวันแรกของสัปดาห์ดัชนีร่วงกว่า 60 จุด และในเวลาต่อมาปรับตัวลดลงหนักจนแตะระดับ -8% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 หยุดการซื้อขายชั่วคราว
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้น ตลาดหุ้นในภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงขายเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อจะเร่งตัว
ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ ตลาดหุ้นหลายประเทศ—including ไทย—ปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปี ทำให้เมื่อเกิดปัจจัยเสี่ยงไม่คาดคิด นักลงทุนจึงเร่งขายทำกำไร ส่งผลให้การปรับฐานรุนแรงกว่าปกติ
จุดเสี่ยงใหญ่: ช่องแคบฮอร์มุซ
หัวใจของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
• ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่า 90%
• เกาหลีใต้นำเข้าเกือบ 100%
• ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสูงมากเช่นกัน
รายงานล่าสุดระบุว่า มีเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันกว่า 100 ลำ หรือราว 10% ของกองเรือโลก ติดค้างอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ส่งผลให้ค่าประกันภัยและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นทันที
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งจากประมาณ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายหลังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค ตอกย้ำความเสี่ยงด้านอุปทาน ส่วนจะพุ่งไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของสงครามซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่แน่นอนว่าราคานำ้มันยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศส่งกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ แต่ ดร.กอบศักดิ์มองว่า ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่แคบและซับซ้อน ทำให้สถานการณ์ “ไม่ง่ายอย่างที่คิด”
ผลกระทบเป็นลำดับขั้น จากตลาดทุนสู่เศรษฐกิจจริง
ดร.กอบศักดิ์ อธิบายว่า วิกฤตจะส่งผลกระทบเป็น “ลำดับขั้น”
- ระลอกแรก: ตลาดทุนและค่าเงินผันผวน
- ระลอกสอง: ราคาน้ำมันดันต้นทุนธุรกิจ–เร่งเงินเฟ้อ
- ระลอกสาม: กระทบการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน
หากเรือขนส่งไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ โรงงานอาจต้องชะลอการผลิตเพราะไม่สามารถส่งสินค้าออกได้ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจะซ้ำเติมภาคธุรกิจ และกระทบกำลังซื้อประชาชนในที่สุด
เตือนรัฐเร่งแผน 4 ด้าน รับมือวิกฤตพลังงาน
ประธาน FETCO เสนอให้รัฐบาลยกระดับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมมาตรการสำคัญ ได้แก่
1. บริหารจัดการสต๊อกและแหล่งนำเข้า ประเมินปริมาณสำรองน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมหาแหล่งนำเข้าทางเลือก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว
2. เร่งพลังงานทดแทน–รณรงค์ประหยัดพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะกลางและยาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง
3. ดูแลเสถียรภาพตลาดทุน สร้างความเชื่อมั่น ป้องกันความตื่นตระหนกเกินเหตุ และสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส
4. กระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพามหาอำนาจรายเดียว พร้อมเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลผู้ประกอบการ SME
“เราต้องเร่งเครื่องตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเหมือนในอดีตอย่างกรณีหน้ากากอนามัยหรือไข่" ดร.กอบศักดิ์กล่าว พร้อมเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น และไทยอาจถูกกดดันให้ต้องเลือกข้างในอนาคต
คำแนะนำนักลงทุน: ใช้ “เงินเย็น” รับความผันผวน
สำหรับนักลงทุน ช่วงนี้ถือเป็นภาวะผันผวนสูง สินทรัพย์หลายประเภท—including ทองคำ—สามารถปรับฐานได้เช่นกัน จึงควรใช้ “เงินเย็น” และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม ดร.กอบศักดิ์มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าวิกฤตจะยืดเยื้อเพียงใด ทุกอย่างขึ้นกับพัฒนาการในช่วง 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า





