ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันพุธ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการพุ่งสูงของอัตราเงินเฟ้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ห้า
ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ประกาศว่าหากจำเป็น กองทัพเรือสหรัฐฯ จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกราว 1 ใน 5 และสั่งให้วอชิงตันจัดหาประกันภัยสำหรับการขนส่งทางเรือ แม้การประกาศนี้จะช่วยคลายความกังวลของผู้ค้าได้บ้าง แต่การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศยังคงสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างขึ้น
ราคาน้ำมันพุ่งแรงกดดันหุ้นเอเชีย
สัญญาน้ำมันดิบหลักทั้งสองประเภทปรับตัวขึ้นประมาณ 1% ในวันพุธ โดย West Texas Intermediate พุ่งขึ้น 12% เป็นมากกว่า 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent เพิ่มขึ้นกว่า 13% อยู่เหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วก่อนเหตุโจมตีจะเริ่มขึ้น
Stephen Innes จาก SPI Asset Management ระบุว่า "หุ้นเอเชียกำลังเผชิญกับการสูญเสียวันที่สามติดต่อกัน และเหตุผลไม่ใช่เรื่องลึกลับ เมื่อน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายจะตกหนักที่สุดในเอเชีย ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐาน"
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่นร่วงหนัก
ตลาดหุ้นโตเกียวและโซลเป็นจุดสนใจของการขายทำกำไร หลังจากพุ่งขึ้นไปสู่จุดสูงสุดใหม่หลายครั้งตั้งแต่ต้นปีด้วยกระแส AI tech boom ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ดิ่งลงมากกว่า 8% จนต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว หลังจากปรับลงกว่า 7% ในวันอังคาร
ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นลดลงมากกว่า 3% โดยบริษัทเทคโนโลยีได้รับผลกระทบหนัก ผู้ผลิตชิปอย่าง Advantest และ Tokyo Electron ร่วงกว่า 4% ขณะที่ Samsung และ SK hynix ในโซลลดลง 7.3% และ 5.6% ตามลำดับ
ธนาคารกลางอาจปรับนโยบายดอกเบี้ย
ความเป็นไปได้ที่ต้นทุนพลังงานจะพุ่งสูงได้ทำลายความหวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากธนาคารกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง นักวิเคราะห์คาดว่า Federal Reserve, European Central Bank และธนาคารกลางในเอเชียอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ขณะที่ Bank of England รวมถึงธนาคารกลางในส่วนหนึ่งของละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออกอาจถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ย




