เฟดไม่หวั่นแรงกดดันทรัมป์จ่อ 'คงอัตราดอกเบี้ย' รอบนี้ ย้ำอิสระนโยบายการเงินสหรัฐฯ

25 ม.ค. 2569 - 10:17

  • เฟดคาดคงอัตราดอกเบียในย่วง 3.50-3.75% หลังลดมา 3 ครั้งติดต่อกัน

  • ประธานเพาเวลล์ถูกสอบสวนกรณีปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์

  • ทรัมป์พยายามปลดผู้ว่าการลิซา คุก จุดประกายศึกกฎหมายเรื่องอำนาจประธานาธิบดี

เฟดไม่หวั่นแรงกดดันทรัมป์จ่อ 'คงอัตราดอกเบี้ย' รอบนี้ ย้ำอิสระนโยบายการเงินสหรัฐฯ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)มีแนวโน้มสูงที่จะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมสัปดาห์นี้ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินหน้ากดดันให้ปรับลดดอกเบี้ย โดยเจ้าหน้าที่เฟดย้ำจุดยืนชัดว่า การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินต้องเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ เฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน จากสัญญาณตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในกรอบ 3.50–3.75% อย่างไรก็ตาม ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ระบุว่า เกณฑ์สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนมกราคม “สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

นักวิเคราะห์ ING ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตดี อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ ตลาดหุ้นใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล ขณะที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสนับสนุนการ “พักดอกเบี้ย”

แรงตึงเครียดระหว่างทำเนียบขาวกับเฟดทวีความร้อนแรง หลังพาวเวลล์ออกแถลงการณ์พิเศษเมื่อ 11 มกราคม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังสอบสวนโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่เฟด มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งพาวเวลล์มองว่าเป็นความพยายามกดดันทางการเมือง จากการที่เฟดไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามความต้องการของประธานาธิบดี

แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า “ไม่มีเงินเฟ้อ” และโจมตีความสามารถของพาวเวลล์อย่างต่อเนื่อง แต่ ลอเรตตา เมสเตอร์ อดีตประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ชี้ว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่เหนือเป้าหมายมาแล้วกว่า 5 ปี และเฟดยังจำเป็นต้องจับตาทิศทางราคาอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการขยายการลดภาษีในต้นปี 2026 อาจช่วยพยุงกำลังซื้อระยะสั้น แต่ก็เสี่ยงทำให้เงินเฟ้อฝังลึกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดแรงงานเริ่มชะงักงัน

อีกปัจจัยสำคัญคือความพยายามของทรัมป์ในการปลด ลิซา คุก กรรมการเฟด ซึ่งกลายเป็นคดีสำคัญที่ศาลสูงสุดต้องพิจารณา และอาจกำหนดขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางในอนาคต

นักวิเคราะห์มองว่า แม้ความเสี่ยงที่รัฐบาลจะชนะคดีมีไม่มาก แต่หากเกิดขึ้นจริง อาจเปิดทางให้คณะกรรมการเฟดเปลี่ยนทิศไปในแนว “ผ่อนคลาย” มากขึ้นในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์