สนพ.เผยราคาน้ำมันอาเซียน ต่างกันตามโครงสร้างภาษี-อุดหนุน ไทยหนุนแก๊สโซฮอล์ช่วยคุมราคา
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลก โครงสร้างราคาน้ำมันในแต่ละประเทศยังคงสะท้อนนโยบายรัฐที่แตกต่างกัน ทั้งด้านภาษี การอุดหนุน และกลไกกองทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในแต่ละประเทศ
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยรายงานราคาน้ำมันเฉลี่ยในกลุ่มประเทศอาเซียน ณ วันที่ 13 เมษายน 2569 พบว่าราคาน้ำมันในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยเชิงนโยบายและโครงสร้างตลาดพลังงานภายในประเทศ

โดยปัจจัยหลักที่กำหนดระดับราคาน้ำมันในแต่ละประเทศ ได้แก่
1. โครงสร้างภาษีและระบบการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงานที่แตกต่างกัน
2. การอุดหนุนราคาน้ำมันในบางประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญในการตรึงราคาขายปลีก
3. นโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่สนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบในภูมิภาค พบว่า ราคาน้ำมันของไทยอยู่ในระดับ “ปานกลางค่อนไปทางต่ำ” เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านราคาจากภาครัฐ ขณะที่บางประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีสูง หรือมีต้นทุนด้านพลังงานนำเข้า จะมีราคาขายปลีกสูงกว่าอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างเข้มข้น เช่น บางประเทศในกลุ่ม CLMV ราคาน้ำมันในไทยอาจยังสูงกว่าในบางช่วงเวลา
ทั้งนี้ ข้อมูลราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิง ณ วันที่ 13 เมษายน 2569 และใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 (อัตรากลาง) โดยในส่วนของประเทศไทย อ้างอิงราคาจากผู้ค้าน้ำมันหลัก ได้แก่ ปตท. และบางจาก และใช้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ซึ่งเป็นชนิดที่มีสัดส่วนการใช้งานสูงสุดในประเทศ
สำหรับประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ใช้อัตราแลกเปลี่ยนจากตลาดต่างประเทศ (อัตรากลาง) ในการคำนวณราคา
รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่ ‘ราคาน้ำมัน’ ยังขึ้นอยู่กับนโยบายภายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งมีผลต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในอาเซียน





