CBAM ไม่สะดุด ส่งออกไทยโตสวนกติกาเขียว

5 ม.ค. 2569 - 03:32

  • สนค. ชี้ส่งออกสินค้า CBAM ไทยไป EU โตแรงกว่า 54%

  • เหล็ก-อะลูมิเนียม ยังเป็นสินค้าหลัก ดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม

  • แนะเอกชนเร่งลงทุนคาร์บอนต่ำ รับบังคับใช้เต็มปี 2569

CBAM ไม่สะดุด ส่งออกไทยโตสวนกติกาเขียว

แม้สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการคุมคาร์บอนเข้มข้นขึ้น แต่การส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทยไปยุโรปยังเติบโตแรง สะท้อนความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในการปรับตัวสู่การค้าสีเขียว ขณะที่ สนค. แนะเอกชนเร่งลงทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและยกระดับซัพพลายเชน เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในระยะยาว

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของไทยไปยังสหภาพยุโรป (EU) ยังคงขยายตัวได้ดี โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-ตุลาคม) EU นำเข้าสินค้า CBAM จากไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54.71 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งตลาดของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.42 จากร้อยละ 0.29 ในปี 2567 สะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ในช่วงดังกล่าว EU นำเข้าสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM รวมมูลค่า 107,283 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.03 คิดเป็นร้อยละ 4.55 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 33 ของ EU มีมูลค่านำเข้า 447.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

economy-thai-export-cbam-eu-SPACEBAR-Photo01.jpg

สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้า CBAM ของไทยไปตลาดโลก มีมูลค่ารวม 7,151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.54 ของการส่งออกทั้งหมด โดย EU เป็นตลาดส่งออกสินค้า CBAM อันดับ 7 ของไทย มีมูลค่า 363.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.09 ของการส่งออกสินค้า CBAM ทั้งหมดของไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.05 ในปีก่อนหน้า

สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไป EU ภายใต้มาตรการ CBAM ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า มูลค่า 307.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 84% รองลงมาคืออะลูมิเนียม มูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสินค้าอีก 4 กลุ่ม ได้แก่ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ยังมีมูลค่าการส่งออกต่ำหรือแทบไม่มีการส่งออก

นันทพงษ์ กล่าวว่า มาตรการ CBAM ของ EU ซึ่งพัฒนาภายใต้กรอบ European Green Deal มีเป้าหมายลดการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมด้านการแข่งขัน โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

แม้ปัจจุบันสัดส่วนสินค้า CBAM จะคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.13 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย แต่ EU ยังคงเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมไทย และมีแนวโน้มจะขยายขอบเขต CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำและอุตสาหกรรมอื่นในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและซัพพลายเชนของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในด้านผลกระทบ มาตรการ CBAM อาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง และสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่อาจเผชิญความท้าทายในการปรับตัว

อย่างไรก็ตาม CBAM ยังถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งแม้จะมีต้นทุนในระยะสั้น แต่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ภาครัฐได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามกฎระเบียบ การให้ข้อมูลแก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอน และการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางระบบบริหารจัดการคาร์บอนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นันทพงษ์ ยังแนะนำให้ภาคเอกชนเร่งดำเนินการปรับตัว โดยเฉพาะการพัฒนาระบบวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว การยกระดับซัพพลายเชนสีเขียว และการใช้กลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อเตรียมความพร้อมรับกติกาการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์