แม้สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการคุมคาร์บอนเข้มข้นขึ้น แต่การส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM ของไทยไปยุโรปยังเติบโตแรง สะท้อนความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในการปรับตัวสู่การค้าสีเขียว ขณะที่ สนค. แนะเอกชนเร่งลงทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและยกระดับซัพพลายเชน เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในระยะยาว
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของไทยไปยังสหภาพยุโรป (EU) ยังคงขยายตัวได้ดี โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-ตุลาคม) EU นำเข้าสินค้า CBAM จากไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54.71 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งตลาดของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.42 จากร้อยละ 0.29 ในปี 2567 สะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ในช่วงดังกล่าว EU นำเข้าสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM รวมมูลค่า 107,283 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.03 คิดเป็นร้อยละ 4.55 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 33 ของ EU มีมูลค่านำเข้า 447.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้า CBAM ของไทยไปตลาดโลก มีมูลค่ารวม 7,151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.54 ของการส่งออกทั้งหมด โดย EU เป็นตลาดส่งออกสินค้า CBAM อันดับ 7 ของไทย มีมูลค่า 363.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.09 ของการส่งออกสินค้า CBAM ทั้งหมดของไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.05 ในปีก่อนหน้า
สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไป EU ภายใต้มาตรการ CBAM ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า มูลค่า 307.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 84% รองลงมาคืออะลูมิเนียม มูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสินค้าอีก 4 กลุ่ม ได้แก่ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ยังมีมูลค่าการส่งออกต่ำหรือแทบไม่มีการส่งออก
นันทพงษ์ กล่าวว่า มาตรการ CBAM ของ EU ซึ่งพัฒนาภายใต้กรอบ European Green Deal มีเป้าหมายลดการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมด้านการแข่งขัน โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
แม้ปัจจุบันสัดส่วนสินค้า CBAM จะคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.13 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย แต่ EU ยังคงเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมไทย และมีแนวโน้มจะขยายขอบเขต CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำและอุตสาหกรรมอื่นในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและซัพพลายเชนของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
ในด้านผลกระทบ มาตรการ CBAM อาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง และสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่อาจเผชิญความท้าทายในการปรับตัว
อย่างไรก็ตาม CBAM ยังถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งแม้จะมีต้นทุนในระยะสั้น แต่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ ภาครัฐได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามกฎระเบียบ การให้ข้อมูลแก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอน และการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางระบบบริหารจัดการคาร์บอนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
นันทพงษ์ ยังแนะนำให้ภาคเอกชนเร่งดำเนินการปรับตัว โดยเฉพาะการพัฒนาระบบวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว การยกระดับซัพพลายเชนสีเขียว และการใช้กลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อเตรียมความพร้อมรับกติกาการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน


