กลุ่ม ปตท. ประกาศความคืบหน้าการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ผ่านกลยุทธ์ Decarbonizationพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยใช้แนวทาง C3 (ซีคิวบ์) เป็นเข็มทิศในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์พลังงานสะอาดและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ปตท.สผ. เดินหน้าโครงการ CCS หนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ การที่ ปตท.สผ. ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ด้วยงบประมาณในระยะเวลา 5 ปี 10,000 ล้านบาท เพื่อนำร่อง CCS แห่งแรกในไทย
คาดว่าจะเริ่มอัดคาร์บอนกลับลงชั้นกักเก็บได้ภายในปี 2571 ช่วยลดความเสี่ยงด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมาย NET ZERO ของประเทศ
นอกจากจะเป็นต้นแบบของ CCS ในประเทศแล้ว ปตท.สผ. ยังร่วมมือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหนุนทุนวิจัยด้าน CCS ให้สถาบันชั้นนำ 7 แห่ง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้าน CCS ของประเทศ

ไทยออยล์–IRPC–GC ยกระดับโครงสร้างการผลิต ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากต้นทาง
กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ของ กลุ่ม ปตท. ได้ปรับตัวผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอนด้วยเช่นกัน

ไทยออยล์
โครงการ Clean Fuel Project (CFP) ที่เพิ่มกำลังการกลั่นเป็น 400,000 บาร์เรล/วัน ช่วยให้ไทยออยล์ผลิตน้ำมันดีเซลยูโร 5 และเชื้อเพลิงอากาศยานคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

IRPC
IRPC ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050โดยกำหนดให้ Decarbonization เป็นกลไกหลักในการสร้างการเติบโตระยะยาว พร้อมผสานเป้าหมายดังกล่าวเข้ากับกลยุทธ์ Climate Change สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โซลาร์ลอยน้ำ (Solar Floating) มีกำลังการผลิตรวม 21 เมกะวัตต์ ในปี 2567 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ออกไซด์ปริมาณ 12,954 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และโครงการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตทั้งหมดของบริษัทฯ (Energy Intensity Index : EII) โดยในปี 2567 ลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 296,391 กิกะจูล หรือเท่ากับลดการปล่อยคาร์บอนได้ออกไซด์ปริมาณ 155,890 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
GC
ธุรกิจ Specialty Chemicals ของ GC ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและเป็นส่วนสำคัญของการขยายธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ ผ่านเครือ Allnex ผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์ Coating Resins ขณะเดียวกัน โรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) และการผลิต SAF เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของไทยจะเป็นแรงขับสำคัญต่อรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะจากภาคการบินที่อยู่ระหว่างปรับตัวสู่มาตรฐานคาร์บอนต่ำ
GPSC ดันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 68%
GPSC ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 68% ภายในปี 2572 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดการปล่อยคาร์บอน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพโดยไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศ

OR ปูพรม EV – ขยายเชื้อเพลิงสะอาด ดันการคมนาคมไทยสู่ยุค Low-Carbon
OR ขยายเครือข่าย EV Station PluZ มากกว่า 1,200 สถานีทั่วประเทศ (พฤศจิกายน 2568) ตอกย้ำบทบาทผู้นำโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่ และช่วยลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในอนาคต
OR ยังร่วมมือสายการบินรายใหญ่ เช่น การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และไทย ไลอ้อน แอร์ ส่งเสริมการใช้ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

พลังงานสะอาดของ ปตท. จะหนุนเศรษฐกิจไทยอย่างไร?
1. เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันการส่งออก โดยลด “คาร์บอนฟุตพรินต์” ของสินค้าที่ไทยผลิต
2. สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น CCS, SAF, Specialty Chemicals และพลังงานหมุนเวียน
3. ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการแหล่งพลังงานสะอาด
4. ลดความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะยาว
5. ยกระดับมาตรฐาน ESG ของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเข้าถึงเงินทุนระดับโลก
การเดินหน้าของกลุ่ม ปตท. ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการปรับตัวต่อเทรนด์โลก แต่ยังเป็นการปูทางสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ของไทยบนฐานพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในทศวรรษต่อไป


