กบง.เคาะลดน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร
‘เอกนัฏ’ ใช้อำนาจกฎหมาย กดต้นทุนช่วยประชาชน
วันแรก ลงมือทันที! ภาพของการเริ่มต้นบทบาทรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเข้ากระทรวงพลังงานทำงานวันแรก ถูกถ่ายทอดผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็ว เมื่อมีการเรียกประชุมผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ก่อน พร้อมต่อเนื่องด้วยการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดแรก และจบลงด้วยมติสำคัญในการ “ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร”
โดนตั้งแต่ช่วงเช้า ผู้บริหารจาก ไทยออยล์, ไออาร์พีซี, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง, บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ เอสโซ่ (ประเทศไทย) ถูกเชิญเข้าหารือ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของระบบ ก่อนจะเข้าสู่การประชุม กบง. ในช่วงบ่าย ซึ่งใช้เวลาพิจารณาราว 2 ชั่วโมง
ผลลัพธ์ที่ออกมา คือการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ครอบคลุมทั้งดีเซล B7 และ B20 ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินยังคงอัตราเดิม การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการ ‘กดราคา’ โดยตรง แต่ยึดโยงกับกลไกต้นทุน โดยเฉพาะค่าการกลั่น ซึ่งในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ในระดับประมาณ 7 บาทต่อลิตร
แม้ต้นทุนด้านการจัดหาน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นจากค่าประกันภัย เส้นทางขนส่งที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันในตลาดโลก จนทำให้ต้นทุนขยับขึ้นราว 3 บาท แต่ส่วนต่างที่เกิดขึ้นยังเปิดช่องให้สามารถปรับลดได้ 2 บาท ซึ่งกลายเป็นฐานของมติครั้งนี้
ในเชิงนโยบาย การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงรอบเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามและปรับสมดุลอย่างต่อเนื่อง โดย กบง.เตรียมทบทวนตัวเลขเป็นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะค่าการกลั่นในเดือนเมษายนที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อประเมินพื้นที่ในการปรับลดต้นทุนเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหน้าโรงกลั่นจะถูกปรับลงแล้ว แต่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มยังไม่สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายและกลไกบริหารกองทุน โดยต้องรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณารูปแบบการปรับลด
ในเบื้องต้น ตัวเลขส่วนลดที่อยู่ในระบบอยู่ราว 2.14 บาทต่อลิตร (รวมภาษี) แต่การส่งผ่านไปยังราคาหน้าปั๊มอาจแตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มที่น้ำมันดีเซล B20 จะได้รับการปรับลดมากกว่า B7 และหากกระบวนการแล้วเสร็จตามกำหนด ราคาขายปลีกใหม่อาจเริ่มมีผลในช่วงวันที่ 9 เมษายน 2569
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือ ‘วิธีการ’ ที่ถูกนำมาใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้ รัฐมนตรีพลังงานยืนยันว่า ได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งผ่านการหารือกับฝ่ายกฎหมายแล้ว เพื่อให้การดำเนินการมีผลผูกพันอย่างชัดเจน หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามอาจเข้าข่ายมีความผิด
แม้จะมีการยอมรับว่าโรงกลั่นยังคงมีกำไร แต่การลดราคาครั้งนี้คือการ ‘ปรับสมดุล’ ระหว่างภาคธุรกิจกับภาระของประชาชน โดยเปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ หากมีข้อกังวลในเชิงต้นทุน

ในอีกมิติหนึ่ง รัฐมนตรีพลังงานยังปฏิเสธแนวคิดการ “ขอรับบริจาคกำไรส่วนเกิน” จากภาคเอกชน โดยชี้ว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินไปในทิศทางนั้น แต่ควรใช้กลไกที่เป็นธรรมและบังคับใช้เท่าเทียมกับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการ
การลดราคาหน้าโรงกลั่นครั้งนี้ จึงสะท้อนมากกว่าการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังเป็นสัญญาณของแนวทางบริหารพลังงานรูปแบบใหม่ ที่ผสาน ‘อำนาจรัฐ’ เข้ากับ ‘กลไกตลาด’ อย่างชัดเจน และทิ้งคำถามสำคัญไว้กับตลาดว่า เมื่อมาตรการเริ่มส่งผ่าน ราคาหน้าปั๊มจะตอบสนองได้เร็วและมากเพียงใด ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังคงกดดันผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง





