กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์พลังงานประจำวันที่ 7 เมษายน 2569 ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดพลังงานโลก หลังสหรัฐฯ กดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบ Hormuz พร้อมขู่ใช้มาตรการทางทหาร ขณะที่อิหร่านปฏิเสธและส่งสัญญาณตอบโต้ ส่งผลให้เกิดการโจมตีต่อเนื่อง กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนในระดับสูง
ด้านสถานการณ์ในประเทศ พบว่าไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ประมาณ 105 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน สำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันระหว่างขนส่ง 33 วัน และปริมาณที่ยืนยันจัดหาแล้ว 29 วัน สะท้อนความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้นยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้
ขณะที่การผลิตและการใช้ดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ประเทศไทยสามารถผลิตได้ 83.20 ล้านลิตรต่อวัน และมีการจำหน่ายอยู่ที่ 74.23 ล้านลิตรต่อวัน
สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ อ้างอิงจาก ปตท. ล่าสุด ดีเซล (B7) อยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ดีเซล (B20) 45.54 บาท เบนซิน (E20) 38.95 บาท แก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 43.95 บาท และแก๊สโซฮอล 91 อยู่ที่ 43.58 บาท โดยเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ราคาน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าหลายประเทศ ทั้งในกลุ่มเบนซินและดีเซล
อย่างไรก็ตาม ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 กองทุนติดลบอยู่ที่ 56,229 ล้านบาท และยังมีภาระชดเชยราคาดีเซลเฉลี่ยวันละประมาณ 1,473 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันด้านการคลังพลังงานจากการพยุงราคาภายในประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพราคา ความมั่นคงด้านพลังงาน และผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะต่อไป




