ตลาดหุ้นไทยยังไร้ทิศทาง ผันผวนตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางแบบรายวัน หลังผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านประกาศเดินหน้าสู้รบและปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ ขณะที่ Goldman Sachs เตือนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสูงถึง 25% DAOL แนะนำชะลอการลงทุนรอความชัดเจน พร้อมชี้ PTTEP หุ้นเดียวที่ได้อานิสงส์จากน้ำมันแพง
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2569 เปิดการซื้อขายในแดนลบ โดยดัชนี SET Index ณ เวลา 10.00 น. อยู่ที่ระดับ 1,423.75 จุด ลดลง 6.05 จุด หรือ -0.42% ระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบ สูงสุด 1,423.75 จุด และต่ำสุด 1,420.26 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายราว 4,332 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่ยังผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปัจจัยในประเทศ — การเมืองหนุน พลังงานกดดัน
มงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทาง ขึ้นลงตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางแบบรายวัน โดยล่าสุดการแถลงของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เมื่อเย็นวันที่ 12 มีนาคม ประกาศเดินหน้าทำสงครามต่อและยืนยันปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป กลายเป็นปัจจัยเชิงลบกดดันตลาดหุ้นและดันราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ในฝั่งปัจจัยภายในประเทศ มีทั้งสัญญาณบวกและลบปะปนกัน ด้านบวก คือความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่เร็วกว่ากำหนด โดยวันหยุดนี้จะมีการโหวตเลือกประธานสภาฯ ซึ่งนายโสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย เป็นหนึ่งในตัวเต็งสำคัญ พร้อมกับตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ที่มีแนวโน้มเป็น ศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคเดียวกัน ก่อนเข้าสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงกลางสัปดาห์หน้า
ขณะที่ด้านพลังงาน ผู้อำนวยการ ศบก. เรียกประชุมกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันแบบเร่งด่วน หลังค่าการกลั่นพุ่งสูง พร้อมจับตาวันที่ 17 มีนาคม ที่อาจมีการปรับขึ้นราคาดีเซลหลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา ด้านค่าเงินบาทปิดที่ 31.85 บาท/ดอลลาร์ แกว่งตัวในกรอบ 31.75–31.99 บาท/ดอลลาร์ กดดันจากความกังวลสงครามและความผันผวนของราคาทองคำ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 2,408 ล้านบาท และในตลาดตราสารหนี้อีก 702 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ — ตลาดโลกสั่นคลอน หลายพันล้านล้านหายวับ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้มูลค่าตลาดหุ้นโลกหายไปหลายล้านล้านดอลลาร์ และดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กองทุนระดับโลกอย่าง Balyasny, Citadel และ Millennium ต่างรายงานผลขาดทุนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เฮดจ์ฟันด์เพิ่มสถานะ Short ใน Equity ETF ถึง 8.3% ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม
Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมประเมินว่ามีโอกาส 25% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายใน 12 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวันกลับมาอีกครั้ง หลังจีนส่งเครื่องบินรบรุกล้ำเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันและบินข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินลาดตระเวนผ่านช่องแคบไต้หวัน ตลาดกำลังจับตาการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ–จีน ในช่วงมีนาคม–เมษายนนี้
จับตาสัปดาห์หน้า — Fed และ BOJ ประชุมนโยบายดอกเบี้ย
สัปดาห์หน้ามีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การประชุม Fed วันที่ 17–18 มีนาคม ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ที่ 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกในเดือนมีนาคมจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น และการประชุม BOJ วันที่ 18–19 มีนาคม ที่ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากผู้ว่าการ BOJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย สวนทางกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
กลยุทธ์การลงทุน — ชะลอก่อน เน้นหุ้นพลังงานถ้าจะเสี่ยง
DAOL แนะนำชะลอการลงทุนในภาวะที่สงครามยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน สำหรับนักเก็งกำไรที่ต้องการลงทุนระยะสั้น ควรเลือกหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากเกินไป หรือหุ้นที่ราคาปรับลงมามากแล้ว
ในกลุ่มพลังงาน PTTEP ได้รับอานิสงส์จาก supply shock ของน้ำมัน ขณะที่กลุ่มที่ถูกกระทบเชิงลบ ได้แก่ โรงไฟฟ้า (ต้นทุนก๊าซแพงขึ้น) สถานีบริการน้ำมัน (รัฐบาลพยายามลดการใช้) โรงงานปิโตรเคมี (ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น) และสายการบิน
สำหรับพอร์ตแนะนำ ได้นำ CCET ออก คงเหลือหุ้นดังนี้ PTTEP (20%), CPN (10%), ADVANC (10%), KKP (10%), KTB (10%)





