มงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์วันที่ 16–20 มีนาคม 2569 มีแนวโน้มผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเข้าใกล้จุดสำคัญของความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกยังรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของสหรัฐฯ
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนประเมินกรอบดัชนี SET Index อยู่ที่ 1,370 – 1,450 จุด โดยมองว่าปัจจัยภายนอกประเทศยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหลัก แม้ว่าปัจจัยการเมืองไทยจะมีพัฒนาการเชิงบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความต่อเนื่อง
ในประเทศ การโหวตเลือกประธานสภาผ่านไปตามคาด และมีแนวโน้มที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายในปลายเดือน ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วและนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันสำคัญยังมาจาก ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับขึ้น จากผลกระทบสงคราม ทำให้รัฐบาลเตรียมปรับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินตามตลาดโลก พร้อมเร่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น เช่น รัสเซีย และเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล B10 และ B20 ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อเดือนมีนาคมเร่งตัวขึ้น
ด้านค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่า โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15–32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบประมาณ 4 เดือน ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออก โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 4,900 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้มากกว่า 6,600 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังมีรายงานการโจมตีเป้าหมายทางทหารจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเกาะ Kharg Island ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ทำให้ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง
ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังจับตาการประชุมธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่
• ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คาดว่าจะ คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50–3.75%
• ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้ม คงดอกเบี้ยที่ 0.75% จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมีการหารือเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ปัญหาไต้หวัน และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้ ชะลอการลงทุนระยะสั้น และเน้นการเก็งกำไรตามข่าว เนื่องจากตลาดมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยหากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย มีโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลงแรงจะดีดกลับได้ เช่น CBG, BGRIM, ERW และ BDMS
ขณะที่พอร์ตการลงทุนแนะนำล่าสุดประกอบด้วย SCB (10%), PTTEP (20%), ADVANC (10%)




