CRG ทุ่ม 1,400 ล้าน รับมือสงครามการค้า-แบรนด์จีนบุกตลาด ตรึงราคาเมนู 2–3 เดือน ยังเดินหน้าโต 14% ปี 2569

3 เม.ย. 2569 - 11:56

  • ทุ่มงบ 1,400 ล้านบาท เปิด 140–160 สาขาใหม่ มุ่งยอดขาย 19,300 ล้านบาท โต 14% ในปี 2569

  • ตรึงราคาเมนูช่วยผู้บริโภค 2–3 เดือน รับมือต้นทุนโลจิสติกส์-ค่าพลังงานพุ่ง และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

  • ดึง HANAM BBQ เข้าพอร์ต และตั้งเป้าเพิ่มแบรนด์ใหม่อีก 2–3 แบรนด์ รับศึกแบรนด์จีนบุกตลาดไทย

CRG ทุ่ม 1,400 ล้าน รับมือสงครามการค้า-แบรนด์จีนบุกตลาด ตรึงราคาเมนู 2–3 เดือน ยังเดินหน้าโต 14% ปี 2569

เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เปิดแผนธุรกิจเต็มรูปแบบปี 2569 ตั้งงบลงทุน 1,400 ล้านบาท ขยาย 140–160 สาขา ชู "Beyond the Best" ดึง HANAM BBQ เข้าพอร์ต พร้อมรับมือแรงกดดันต้นทุนโลจิสติกส์-ค่าไฟ-กำลังซื้อฐานรากเปราะบาง และการรุกของแบรนด์ร้านอาหารจีน

บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Beyond the Best" พร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ขยับสูงขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคที่เปราะบาง และการรุกขยายตลาดของแบรนด์ร้านอาหารจากจีน แม้กระนั้น บริษัทยืนยันเดินหน้าตามแผนเดิม ทุ่มงบลงทุนรวม 1,400 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ทะลุ 19,300 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีที่ผ่านมา

ผลการดำเนินงานแข็งแกร่งโต 7% รายได้ทะลุ 1.69 หมื่นล้าน

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRG กล่าวถึงผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า แม้จะเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปิดตัวของแบรนด์ร้านอาหารใหม่จำนวนมาก ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว CRG ยังสามารถปิดรายได้ที่ 16,900 ล้านบาท เติบโต 7% ท่ามกลางสภาวะตลาดที่กดดัน

ปัจจัยหนุนหลักมาจากการปรับรูปแบบร้าน (New Format) และการพัฒนาแนวคิดใหม่ (New Concept) ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค เช่น

 • ร้าน KFC รูปแบบ Smart Box รองรับไลฟ์สไตล์เร่งรีบ

 • MISTER DONUT คอนเซ็ปต์ใหม่ระดับพรีเมียม

 • ขยายแบรนด์ใหม่ เช่น OOTOYA, TOKUSEN, OKI, KATSU MIDORI SUSHI และ KIANI

crg-jv-partner-bbq-SPACEBAR-Photo05.jpg
crg-jv-partner-bbq-SPACEBAR-Photo06.jpg

ปัจจัยเสี่ยงปี 2569 ที่ต้องจับตา

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ณัฐประเมินว่าไตรมาส 2 อาจยังพอรับได้ โดยเดือนเมษายนน่าจะผ่านได้ แต่เดือนพฤษภาคม–มิถุนายนอาจได้รับแรงกดดันชัดเจนขึ้น จากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน

·    การเปิดภาคเรียน (พ.ค.) ทำให้ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

·    ค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และประเด็นการปรับเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า ซึ่งยังรอความชัดเจนจากภาครัฐ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบชั่วโมงขายโดยตรง

·    กำลังซื้อฐานรากเปราะบาง ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกบริโภคสินค้าที่ถูกลง หรือลดความถี่การรับประทานอาหารนอกบ้าน

·    ต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารทะเลก็มีแนวโน้มขึ้นหลังชาวประมงลดการออกทะเล

บริษัทมีนโยบายตรึงราคาขายให้นานที่สุด โดยคาดว่าจะยืนราคาเดิมได้อีกประมาณ 2–3 เดือน จากสต็อกวัตถุดิบที่มีอยู่และสัญญาจัดซื้อล่วงหน้า โดยถือว่าการปรับขึ้นราคาเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากตระหนักดีว่าผู้บริโภคเองก็กำลังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพอยู่

 แผนลงทุนดังกล่าววางไว้ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจปกติ แต่หากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจมีการปรับลดการลงทุน เช่น ชะลอการเปิดสาขาใหม่ หรือเลื่อนการปรับปรุงสาขาเดิม เพื่อรักษาสภาพคล่อง

ณัฐ วงศ์พานิช, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRG

crg-jv-partner-bbq-SPACEBAR-Photo03.jpg

ทุ่มงบลงทุน 1,400 ล้านบาท เน้นขยายสาขา-พัฒนาเทคโนโลยี

CRG วางงบลงทุนรวมปี 2569 ไว้ที่ 1,400 ล้านบาท (ไม่รวมงบซื้อกิจการ ร่วมทุน) เพิ่มจากปีก่อนใช้ 1,100 ล้านบาท  โดยแบ่งสัดส่วนการใช้งานออกเป็น 4 ก้อนหลัก ดังนี้

·    เปิดสาขาใหม่ 140–160 แห่ง จำนวน 900 ล้านบาท ในสัดส่วน 65%

·    รีโนเวตและปรับปรุงสาขาเดิม จำนวน 220 ล้านบาท ในสัดส่วน ~16–17%

·    พัฒนาระบบหลังบ้าน (IT) จำนวน 70 ล้านบาท

·    พัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคล จำนวน 100+ ล้านบาท (ไม่รวมงบการตลาดและ M&A)

4 กลยุทธ์ขับเคลื่อน: Grow–Drive–Build–Sustain

แผนยุทธศาสตร์ปีนี้ขับเคลื่อนด้วย 4 เสาหลัก ภายใต้กลยุทธ์ “Beyond the Best” ที่มุ่งยกระดับจาก “ความเป็นเลิศ” ไปสู่ “การสร้างมาตรฐานใหม่” ของอุตสาหกรรมร้านอาหาร

  • Grow บริษัทจะยกระดับประสบการณ์ผ่าน New Format และ New Concept เช่น KFC Smart Box Format ที่ MRT ลาดพร้าว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เร่งรีบ และ Pepper Lunch New Concept Store แห่งแรกของโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ ที่วางตำแหน่งเป็น Culinary Destination ไปพร้อมกัน รวมถึงต่อยอด Salad Factory ด้วยแบรนด์ Sunny Side Up และเร่งขยาย Katsu Midori Sushi ที่กำลังได้รับความนิยม
  • Drive เน้นการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพผ่านหลัก 3C Actions ได้แก่ Cost Excellence, Capex Excellence และ Cash Flow Excellence ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีอย่าง Self-ordering Kiosk และ QR Ordering มาลดการพึ่งพาแรงงานและเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า 
  • Build บริษัทจะเดินหน้าขยาย JV Partner กว่า 50 สาขาภายใต้ CRG Ecosystem ทั้ง Salad Factory, Shinkanzen Sushi และ Lucky Suki พร้อมดึงแบรนด์ใหม่เข้าพอร์ตอีก 2–3 แบรนด์ภายในปีนี้
  • Sustain สานต่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ CRG Food Waste: Journey to Zero และ CRG Surplus Food ที่ส่งมอบอาหารส่วนเกินให้มูลนิธิต่างๆ
crg-jv-partner-bbq-SPACEBAR-Photo07.jpg

HANAM BBQ และการปรับพอร์ตแบรนด์

แบรนด์ใหม่ที่ CRG เตรียมเปิดตัวในปีนี้คือ HANAM BBQ ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลีในคอนเซ็ปต์ใหม่ โดยสาขาแรกจะอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งณัฐมองว่าเทรนด์อาหารปิ้งย่างเกาหลีและชาบูราคาประหยัดยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง และยังมีพื้นที่เติบโตในตลาดไทย

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนทยอยปรับพอร์ตแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ที่ผลการดำเนินงานไม่ดีหรือไม่มีศักยภาพการเติบโตอาจถูกพิจารณาปิด เช่นเดียวกับที่ปิดแบรนด์ TENYA ไปในปีก่อน ทั้งนี้ ณัฐระบุว่าการหาแบรนด์ใหม่เข้ามาเติมพอร์ตเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเจ้าของศูนย์การค้าต้องการแบรนด์ใหม่ๆ เพื่อดึงดูดผู้เข้าชม หากไม่ปรับตัวก็อาจเสียพื้นที่ทำเลดีให้คู่แข่ง 

รับมือแบรนด์จีนรุกตลาด: โอกาสและความเสี่ยง

การทะลักเข้ามาของแบรนด์ร้านอาหารจีนในไทยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ CRG ต้องจับตา ณัฐมองว่าปรากฏการณ์นี้มีทั้งด้านบวกและลบ ในแง่บวก ตลาดร้านอาหารโดยรวมคึกคักและไดนามิกมากขึ้น ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลาย แต่ในแง่ลบ แบรนด์จีนมักเข้ามาในรูปแบบแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่า เนื่องจากสามารถนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนจากจีนโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME รายเล็ก สู้ด้านราคาได้ยาก

ทางออกที่ณัฐเห็นว่าผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวคือการสร้างความแตกต่างในมิติอื่น ทั้งเมนู รสชาติ การนำเสนอ และการสร้าง Brand Experience ที่โดดเด่น แทนที่จะแข่งขันด้านราคาโดยตรง

โครงสร้างรายได้และแนวโน้ม JV Partner

ปัจจุบันรายได้ของ CRG แบ่งเป็นแบรนด์ในเครือบริษัทเองราว 70% และแบรนด์ภายใต้ Joint Venture อีก 30% โดยกลุ่ม JV มีอัตราการเติบโตสูงกว่า เนื่องจากยังอยู่ในช่วงขยายสาขาเร็ว CRG ยกให้ Salad Factory เป็นตัวอย่างความสำเร็จของโมเดล JV ที่ชัดเจนที่สุด นับตั้งแต่จับมือกันในปี 2562 แบรนด์ดังกล่าวเติบโตยอดขายมากกว่า 450% ปัจจุบันมี 52 สาขา และยังต่อยอดไปสู่ธุรกิจน้ำสลัดและแบรนด์ Sunny Side Up

จุดแข็งของ Salad Factory คือระบบนิเวศซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีเครือข่ายพาร์ทเนอร์เกษตรกร ทำให้ควบคุมทั้งคุณภาพและต้นทุนได้ดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างรวดเร็วในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา

ปิยะ ดั่นคุ้ม, กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด (Salad Factory)

crg-jv-partner-bbq-SPACEBAR-Photo02.jpg

เทรนด์ตลาดและโอกาสเติบโต

ณัฐมองว่าตลาด Family Dining ราคากลางประมาณ 200–300 บาทต่อคนยังมีศักยภาพสูง เหมาะกับทำเลในห้างเครือเซ็นทรัลที่ CRG ครองพื้นที่อยู่ ขณะที่กลุ่มอาหารพรีเมียมก็ยังมีฐานลูกค้า เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้จ่ายเพื่ออาหารเพียงอย่างเดียว แต่จ่ายเพื่อประสบการณ์และภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดียด้วย

ส่วนกลุ่มอาหารสุขภาพยังคงเป็นเทรนด์ที่ไปต่อ แต่จะเน้นมิติ Value มากขึ้น กล่าวคือผู้บริโภคยังต้องการอาหารดีมีคุณภาพ แต่ต้องรู้สึกคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายด้วย CRG จึงวางกลยุทธ์สร้าง Value ให้แก่แบรนด์ในเครือทุกระดับ เพื่อรักษาฐานลูกค้าท่ามกลางตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในรอบหลายปี

ปัจจุบัน CRG บริหาร 24 แบรนด์ รวมกว่า 1,400 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ตั้งแต่ฟาสต์ฟู้ดอย่าง KFC ไปจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียม และยังมุ่งมั่นรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยการเติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกมิติของธุรกิจ

พร้อมปรับแผน หากเศรษฐกิจผันผวนรุนแรง

CRG ย้ำว่า บริษัทพร้อมปรับกลยุทธ์ทันที หากสถานการณ์เศรษฐกิจแย่กว่าคาด โดยอาจชะลอการเปิดสาขาใหม่หรือเลื่อนการลงทุน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความเสี่ยง

ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน CRG ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจเชิงรุก พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมร้านอาหารไทยในระยะยาว

crg-jv-partner-bbq-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์