SMEx 2026 ยกระดับ SME ไทย ลดต้นทุน-ลดคาร์บอน สู้เกมการค้าโลก

11 พ.ค. 2569 - 13:00

  • CPF เดินหน้า SMEx 2026 ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน

  • 3 โมเดล SME ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพจริง

  • เทรนด์โลกบีบธุรกิจสู่ Digital + Sustainability

SMEx 2026 ยกระดับ SME ไทย ลดต้นทุน-ลดคาร์บอน สู้เกมการค้าโลก

SMEx 2026 ยกระดับ SME ไทย ลดต้นทุน-ลดคาร์บอน สู้เกมการค้าโลก

ท่ามกลางการค้าโลกยุคใหม่ที่ ‘มาตรการสิ่งแวดล้อม’ กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เดินหน้ายกระดับห่วงโซ่อุปทาน ผ่านโครงการ SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก 2026 เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME ไทย “ลดต้นทุนควบคู่ลดคาร์บอน” และแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก

โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Partner to Grow สอดรับเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 โดย CPF เป็นผู้ผลิตอาหารรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจาก Science Based Targets initiative (SBTi) ในระดับควบคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

เปิด SMEx รุ่นที่ 5 เจาะตรง ‘เจ้าของ-ทายาทธุรกิจ’

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo07.jpg

การเปิดตัว SMEx รุ่นที่ 5 ถูกออกแบบให้สื่อสารตรงถึง ‘เจ้าของกิจการ’ และ ‘ทายาทธุรกิจ’ ในห่วงโซ่อุปทานของ CPF โดยถ่ายทอดองค์ความรู้จากทีมวิศวกรรม CPF ร่วมกับพันธมิตรระดับประเทศ ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการพลังงาน ไปจนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ

‘ผลลัพธ์จริง’ จาก SMEx รุ่นที่ 4

โครงการเริ่มแสดงผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เมื่อ SME 22 รายในรุ่นก่อนหน้า สามารถ “ลดต้นทุนควบคู่ลดคาร์บอน” ได้จริง พร้อมขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร โดยหัวใจสำคัญคือการเริ่มจาก Pain Point และใช้แนวคิด Lean ปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

3 โมเดล SME ปรับตัวเชิงระบบ สู้ต้นทุนพุ่ง

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

ผู้ประกอบการ SME ไทย 3 ราย สะท้อนภาพการ ‘ปรับตัวเชิงระบบ’ เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผ่านการบริหารพลังงาน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต จนสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม

รายแรก สุวิชา ธรรมโชติ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เอซีเคฟู้ดเทค จำกัด ผู้ผลิตผักสลัดสดแช่เย็น ระบุว่า ธุรกิจอาหารสดต้องพึ่งพาระบบควบคุมอุณหภูมิในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไลน์ผลิตจนถึงขนส่ง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์สูงเป็นความท้าทายหลัก

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo02.jpg

ภายหลังเข้าร่วมโครงการพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาช่วยวิเคราะห์และปรับรูปแบบการใช้พลังงาน โดยเฉพาะการ ‘จูนอุณหภูมิ’ ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น แม้ยังอยู่ในมาตรฐานเดิม แต่ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้

“Pain point หลักของเราคือค่าไฟและค่าน้ำมันค่อนข้างสูง พอปรับการควบคุมอุณหภูมิ ก็ช่วยลดค่าขนส่ง และลดการปล่อยคาร์บอนได้”

สุวิชา กล่าว

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo03.jpg

ด้าน หิรัญญา วงศ์จิรัฐิติกาล กรรมการฝ่ายบริหาร บริษัท วงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตสติกเกอร์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ สะท้อนการปรับองค์กรในภาพใหญ่ ผ่านการทำ Digital Transformation ควบคู่กับการใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงาน โดยชี้ว่า บริษัทเปลี่ยนเอกสารทั้งหมดเป็นดิจิทัล ลดขั้นตอนการทำงานและการประสานงานระหว่างคู่ค้า ขณะเดียวกันนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในไลน์ผลิต ลดต้นทุนแรงงานระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทพนักงานสู่การควบคุมระบบ

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการ ‘ผลิตเท่าที่ลูกค้าสั่ง’ เพื่อลดของเสียในระบบ แม้สัดส่วนการผลิตเกินจะต่ำ แต่การตัดส่วนนี้ออกช่วยลดการใช้วัตถุดิบและต้นทุนโดยรวม

“เราทำดี เขาก็ดีด้วย เขาทำดี เราก็ดีด้วย นี่คือแนวคิดความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน ที่ช่วยให้การพัฒนาธุรกิจเกิดขึ้นทั้งระบบ”

หิรัญญา กล่าว

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo04.jpg

ขณะที่ พรณิตชา ไขว้พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทราพรแพ็ค จำกัด ธุรกิจผลิตถุงพลาสติกสำหรับอาหารแปรรูป ชี้ให้เห็นปัญหาคอขวดในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะขั้นตอนการตั้งค่าเครื่องจักรที่ใช้เวลานาน ทำให้กำลังการผลิตไม่สามารถขยายได้ หลังได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ บริษัทได้ปรับ layout การทำงานใหม่ วางแผนล่วงหน้า และลดเวลา setup ส่งผลให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“พอเราลดความสูญเปล่าได้ มันก็ลดต้นทุน แล้วกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า”

พรณิตชา ระบุ

พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยังช่วยลดพลังงานและคาร์บอนในกระบวนการผลิตอีกด้วย

ภาพรวมทั้ง 3 กรณี สะท้อนว่า SME ไทยไม่ได้ปรับตัวเพียงเพื่อ ‘อยู่รอด’ แต่กำลังยกระดับสู่การทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่กับการเติบโต

เมื่อ ‘สิ่งแวดล้อม’ คือกติกาการค้า

ความสำเร็จของ SME เหล่านี้ สอดรับกับทิศทางโลกที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) กำลังกลายเป็น ‘กฎการค้าใหม่’ ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับตัว อาจเผชิญต้นทุนแฝงหรือข้อจำกัดในการส่งออกในอนาคต

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo05.jpg

ด้านนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ศ.ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ชี้ว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ “กลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน” ในระยะยาว

‘Digital + Sustainability’ สูตรใหม่ SME ไทย

ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุน ลดข้อผิดพลาด เพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน และต่อยอดสู่รายได้ใหม่ เช่นการขยายรายได้ผ่านออนไลน์, ยกระดับมาตรฐานการผลิต พร้อมสนับสนุนผ่านโครงการ AI Transform และมาตรการร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยี

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo06.jpg

SMEx เริ่มเล็ก แต่ผลลัพธ์ใหญ่เดินหน้าสู่ปี 2026

หัวใจของ SMEx คือ “เริ่มจากจุดเล็กที่เป็นปัญหาจริง แล้วขยายผล” ทำให้ผู้ประกอบการเห็นผลเร็ว วัดผลได้ และต่อยอดได้จริง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2023 โครงการดำเนินมาแล้ว 4 รุ่น สร้างผู้ประกอบการต้นแบบจำนวนมาก และยกระดับคู่ค้าสู่มาตรฐานสากล

สำหรับ SMEx ซึ่งเดินหน้าสู่ปี 2026 จัดเป็นรุ่นที่ 5 มุ่งเน้นการผสาน “ลดต้นทุน + ดิจิทัล + ความยั่งยืน” เพื่อผลักดัน SME ไทยให้แข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

เพราะในวันนี้ SME ไม่ได้ถูกท้าทายแค่เรื่อง ‘ต้นทุน’ แต่กำลังถูกวัดด้วย “ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน” ไปพร้อมกัน

cpf-smex-sme-netzero-SPACEBAR-Photo08.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์