บางจากฯ ฝ่าฮอร์มุซสำเร็จ สัญญาณคลี่คลายเสี่ยงน้ำมันไทย น้ำมันถึงไทยต้นเมษา จับตาสต็อก-ราคาพลังงาน ยังผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดหาน้ำมันดิบ โดยระบุว่า เรือขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ลอยลำอยู่ในอ่าวเปอร์เซียตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม สามารถเดินทางผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์พลังงานโลกได้อย่างปลอดภัยแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความต่อเนื่องของซัพพลายน้ำมันที่มุ่งหน้าสู่ประเทศไทย
บริษัทฯ ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย พร้อมขอบคุณรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีบทบาทในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลอิหร่านและโอมาน ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินเรือภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
ปัจจุบันเรือลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางผ่านมหาสมุทรอินเดีย และมีกำหนดถึงประเทศไทยในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ โดยบางจากฯ ย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขนส่งในช่วงที่เหลือเป็นไปอย่างราบรื่น และคงความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงานภายในประเทศ
‘ฮอร์มุซ’ จุดเสี่ยงพลังงานโลก สะเทือนถึงไทย
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการค้าทางทะเลทั่วโลก การที่เรือสามารถผ่านจุดดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดแรงกดดันต่อความกังวลด้านซัพพลายที่เคยเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันมากกว่า 85–90% ของการใช้ทั้งหมด ความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งจึงส่งผลโดยตรงต่อทั้ง “ต้นทุนพลังงาน” และ “ราคาขายปลีก” ในประเทศ
ความเสี่ยงยังไม่จบ “สต็อก-ค่าการกลั่น-ราคาน้ำมัน”
แม้สถานการณ์การขนส่งจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า ความเสี่ยงยังคงอยู่ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1. ระดับสต็อกน้ำมันในประเทศ
หากการขนส่งล่าช้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ อาจกระทบต่อปริมาณสำรองเชิงพาณิชย์ แม้ไทยจะมีการบริหารสต็อกขั้นต่ำ แต่ความต้องการใช้น้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติในบางช่วงอาจทำให้เกิดภาวะ “ตึงตัว” ได้
2. ค่าการกลั่น (GRM) ผันผวน
ในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อาจกดดันค่าการกลั่นในภูมิภาคเอเชียให้ติดลบ ซึ่งส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่น และอาจสะท้อนผ่านโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศ
3. ราคาน้ำมันโลกและค่าเงินบาท
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรหลัก หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาจดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ปรับตัวขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้า
รัฐ-เอกชนเร่งบริหารความเสี่ยง
แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมพลังงานระบุว่า ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยเริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะการรายงานปริมาณน้ำมันแบบรายวัน การกระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้า และการบริหารคลังสำรอง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ในระยะถัดไป ไทยอาจต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์พลังงาน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังสำรอง และการกระจายแหล่งนำเข้า เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
สัญญาณบวก แต่ยังต้อง ‘ตั้งการ์ดสูง’
การที่เรือของบางจากฯ สามารถผ่านจุดเสี่ยงสำคัญได้ ถือเป็น ‘ข่าวดีระยะสั้น’ ที่ช่วยคลายแรงกดดันด้านซัพพลาย แต่ในภาพใหญ่ วิกฤตพลังงานยังไม่สิ้นสุด
ตลาดยังคงจับตาทุกความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะเพียงเหตุการณ์สะดุดเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ราคาน้ำมันโลก ไปจนถึงค่าครองชีพของผู้บริโภคไทยในทันที




