จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบพลังงานโลก
ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ การหยุดชะงักของการขนส่งต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัว (Supply Shock) และทำให้ราคาน้ำมันทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจรยังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 เหรียญต่อล้าน BTU เป็นราว 18 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 80 ในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนถึงแรงกดดันด้านพลังงานในระดับโลก
ผลกระทบต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจ
วิกฤตพลังงานดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งล้วนมีต้นทุนอิงกับพลังงาน
ในส่วนของประเทศไทย แม้จะได้รับผลกระทบด้านราคา แต่ยังคงมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวมทั้งในระบบและระหว่างขนส่งมีประมาณ 104 วัน จากการเร่งจัดหาในช่วงวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของสถานการณ์ พบว่าความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากความกังวลของประชาชน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ ไม่ใช่การขาดแคลนเชิงโครงสร้าง
ความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน
โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ภาษี และเงินกองทุนน้ำมัน
‘ค่าการกลั่น’ (Gross Refinery Margin: GRM) เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากการกลั่น ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของโรงกลั่น ไม่ใช่กำไรสุทธิ
ในช่วงวิกฤต ที่เห็นว่าค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด
ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤต
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมหลายด้าน ได้แก่
· ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) จากการแข่งขันซื้อในตลาดโลก
· ค่าขนส่ง (Freight) ที่เพิ่มขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทาง
· ค่าประกันภัย (Insurance) ที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงของพื้นที่ขัดแย้ง
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในค่าการกลั่นโดยตรง แต่มีผลต่อราคาพลังงานโดยรวม และอาจลดทอนผลตอบแทนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ
ข้อเท็จจริงเรื่องการกักตุน
ระบบโรงกลั่นและคลังน้ำมันของประเทศมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด มีการตรวจสอบสต็อกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถกักตุนในระดับโรงกลั่นได้
ขณะที่สถานีบริการน้ำมันมีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บ และการกักตุนของภาคประชาชนมีผลเพียงชั่วคราวในเชิงพฤติกรรม ไม่ใช่ปัจจัยหลักของปัญหาเชิงระบบ
แนวทางการรับมือ
ประเทศไทยใช้กลไกตลาดเสรีในการกำหนดราคาน้ำมัน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีมาตรการบรรเทาผลกระทบผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีภาระเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงวิกฤต
ทั้งนี้ การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนและความยั่งยืนทางการคลัง
ในระดับประชาชน การใช้พลังงานอย่างประหยัด การลดการใช้ที่ไม่จำเป็น และการเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน




