ทำความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันและสถานการณ์พลังงานจากวิกฤตตะวันออกกลาง

24 มี.ค. 2569 - 19:35

  • วิกฤตพลังงานโลกเริ่มกดดันไทย

  • ราคาน้ำมันผันผวนหนัก

  • ทำความเข้าใจโครงสร้างราคาและต้นทุนที่แท้จริง

ทำความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันและสถานการณ์พลังงานจากวิกฤตตะวันออกกลาง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบพลังงานโลก

ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ การหยุดชะงักของการขนส่งต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัว (Supply Shock) และทำให้ราคาน้ำมันทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจรยังปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 เหรียญต่อล้าน BTU เป็นราว 18 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 80 ในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนถึงแรงกดดันด้านพลังงานในระดับโลก

ผลกระทบต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจ

วิกฤตพลังงานดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งล้วนมีต้นทุนอิงกับพลังงาน

ในส่วนของประเทศไทย แม้จะได้รับผลกระทบด้านราคา แต่ยังคงมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวมทั้งในระบบและระหว่างขนส่งมีประมาณ 104 วัน จากการเร่งจัดหาในช่วงวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของสถานการณ์ พบว่าความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากความกังวลของประชาชน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ ไม่ใช่การขาดแคลนเชิงโครงสร้าง

ความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน

โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ภาษี และเงินกองทุนน้ำมัน

‘ค่าการกลั่น’ (Gross Refinery Margin: GRM) เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากการกลั่น ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของโรงกลั่น ไม่ใช่กำไรสุทธิ

ในช่วงวิกฤต ที่เห็นว่าค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด

ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤต

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมหลายด้าน ได้แก่

·       ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) จากการแข่งขันซื้อในตลาดโลก

·       ค่าขนส่ง (Freight) ที่เพิ่มขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทาง

·       ค่าประกันภัย (Insurance) ที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงของพื้นที่ขัดแย้ง

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในค่าการกลั่นโดยตรง แต่มีผลต่อราคาพลังงานโดยรวม และอาจลดทอนผลตอบแทนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ

ข้อเท็จจริงเรื่องการกักตุน

ระบบโรงกลั่นและคลังน้ำมันของประเทศมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด มีการตรวจสอบสต็อกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถกักตุนในระดับโรงกลั่นได้

ขณะที่สถานีบริการน้ำมันมีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บ และการกักตุนของภาคประชาชนมีผลเพียงชั่วคราวในเชิงพฤติกรรม ไม่ใช่ปัจจัยหลักของปัญหาเชิงระบบ

แนวทางการรับมือ

ประเทศไทยใช้กลไกตลาดเสรีในการกำหนดราคาน้ำมัน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีมาตรการบรรเทาผลกระทบผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีภาระเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงวิกฤต

ทั้งนี้ การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนและความยั่งยืนทางการคลัง

ในระดับประชาชน การใช้พลังงานอย่างประหยัด การลดการใช้ที่ไม่จำเป็น และการเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์