ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และมาตรฐานการกำกับดูแลมากขึ้น ภาคเอกชนไทยเริ่มส่งสัญญาณชัดว่า ‘ปัญหาคอร์รัปชั่น’ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน การลงทุน และโอกาสของไทยในการก้าวเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และ ‘เพื่อนไม่ทน’ เปิดเผยก่อนเข้าหารือกับ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะปัจจุบันปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงประเด็นทางสังคม แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการเจรจาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
พจน์ กล่าวว่า คณะทำงาน Zero Corruption ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอหารือแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการต่อต้านคอร์รัปชั่นร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายปกรณ์เป็นผู้แทนรัฐบาลในการหารือกับภาคเอกชน เพื่อรับฟังข้อเสนอและกำหนดแนวทางดำเนินงานต่อไป
“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะกระแสโลกให้ความสำคัญกับคอร์รัปชั่นอย่างมาก ทั้งกรอบการเจรจาทวิภาคีและพหุภาคีทั่วโลก โดยเฉพาะการที่ไทยพยายามจะเข้า OECD หากเข้าไม่ได้ จะเหนื่อยมาก”
— พจน์ กล่าว
พร้อมระบุว่า หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของ OECD คือ ระดับความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีคะแนนและอันดับที่อยู่ในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานในทุกมิติ เพื่อดึงความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
พจน์ ย้ำว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ขณะที่ภาครัฐต้องแสดงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายและปฏิรูประบบที่เป็นช่องโหว่
“คงไปไม่ไหว ถ้าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เพราะตอนนี้มีแต่คนบ่นกันเยอะ การคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องอันตรายมาก”
— พจน์ กล่าว
ทั้งนี้ ภาคเอกชนระบุว่า ที่ผ่านมาได้มีการทำงานร่วมกับหลายองค์กร รวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในการศึกษาปัญหาการซื้อเสียงและการติดสินบน ซึ่งผลสำรวจที่ออกมาสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยโดยตรง
ขณะที่ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมมีจุดยืนสอดคล้องกับสภาหอการค้าฯ โดยมองว่า การยกระดับความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
พิมพ์ใจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางและเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้าง ‘Quick Win’ โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับการปฏิรูประะบบเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน
สำหรับการหารือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนในเย็นวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ พจน์ ระบุว่า ถือเป็น ‘นิมิตหมายที่ดี’ เพราะรัฐและเอกชนควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่กำหนดนโยบายและอำนวยความสะดวก
“รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านนโยบาย แต่คนขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงๆ คือเอกชน เพราะเรารู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน”
— พจน์ กล่าว
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองว่า การที่ภาคธุรกิจรายใหญ่เริ่มออกมาแสดงจุดยืนเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างเปิดเผย สะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวเริ่มกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุน การเจรจาการค้า และต้นทุนทางเศรษฐกิจในระยะยาว
โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI พลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีขั้นสูง ประเทศที่มีระบบกำกับดูแลโปร่งใส มีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงด้านคอร์รัปชั่นได้มากกว่า จะได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก





