ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI การย้ายฐานการลงทุน พลังงานสะอาด และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ประเทศไทยกำลังถูกตั้งคำถามสำคัญว่า จะเร่ง ‘พลิกโฉมเศรษฐกิจ’ อย่างไร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางการเติบโตที่ยังเปราะบาง และแรงส่งทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวในหลายภาคส่วน
ในช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนสะท้อนตรงกันว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่แค่เรื่องกำลังซื้อหรือการส่งออก แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งกฎระเบียบที่ล่าช้า การขาดแรงงานทักษะใหม่ ต้นทุนพลังงาน และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ เวทีหารือระหว่างรัฐบาลกับผู้นำธุรกิจระดับประเทศกว่า 35 คน จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ จึงถูกจับตาในฐานะความพยายาม “รีเซ็ตเกมเศรษฐกิจไทย” ผ่านการดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจเข้าร่วมเวทีหารือ ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เอกนิติ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการลงทุน อุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เทคโนโลยี AI การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
“รัฐบาลจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการ มาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกยุคใหม่ไม่มีใครขับเคลื่อนได้เพียงฝ่ายเดียว” เอกนิติ กล่าว
พร้อมระบุว่า รัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะถูกปรับบทบาทใหม่ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยตั้งเป้าให้เกิดผลเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน
ด้าน รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวทีดังกล่าวสะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้รัฐบาลเป็น “รัฐบาลที่รับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน” เพื่อร่วมกันแก้โจทย์เศรษฐกิจของประเทศอย่างตรงจุด
รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำภาคธุรกิจสะท้อนทั้งปัญหา ข้อเสนอ และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ควรดำเนินการทันที ยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี กฎระเบียบที่ควรยกเลิก รวมถึงข้อเสนอโดยตรงถึงรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ การเปิดรับฟัง “ดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาล” ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการประเมินมุมมองของภาคธุรกิจต่อเสถียรภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย เพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบายเชิงรุกในระยะต่อไป
สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วม ประกอบด้วยผู้นำองค์กรธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ อาทิ ธนินท์ เจียรวนนท์ และศุภชัย เจียรวนนท์ จากเครือซีพี, สารัชถ์ รัตนาวะดี จากกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์, เวทิต โชควัฒนา จากสหพัฒน์, รวมถึงผู้บริหารจาก ปตท., เซ็นทรัล รีเทล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, WHA, ปูนซิเมนต์ไทย และกลุ่มธุรกิจสำคัญอีกหลายภาคส่วน
นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนองค์กรเศรษฐกิจหลัก ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สมาคมโรงแรมไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายด้วย
ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งรัฐบาลต้องการใช้เวทีดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับเศรษฐกิจบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต
การเปิดวงหารือกับกลุ่มทุนและผู้นำธุรกิจขนาดใหญ่ครั้งนี้ มองกันว่า มีนัยสำคัญมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นทั่วไป โดยเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลกำลังพยายามสร้าง ‘แนวร่วมเศรษฐกิจ’ ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อรับมือการแข่งขันรอบใหม่ของโลกเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวเร็ว ลดข้อจำกัดการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า จะมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนและรักษาศักยภาพการแข่งขันได้ในระยะยาว





