ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ภาคเกษตรไทยยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ หลังเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากปัจจัยหนุนด้านน้ำต้นทุนที่เพียงพอและสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการผลิต แม้ยังต้องจับตาความเสี่ยงต้นทุนและภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งปีหลัง
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ในระดับเพียงพอ หลังมีฝนตกต่อเนื่องตลอดปี 2568 ส่งผลให้การเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ดำเนินได้ดี
นอกจากนี้ สภาพอากาศโดยรวมยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ทำให้สาขาพืช ปศุสัตว์ และป่าไม้ยังขยายตัวได้ แม้ในช่วงเดือนมีนาคมจะเริ่มได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังสามารถจำกัดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตได้บางส่วน จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ รวมถึงปัจจัยการผลิตบางประเภท เช่น ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ที่ยังเป็นสต็อกเดิม ทำให้ต้นทุนเกษตรกรยังไม่เพิ่มขึ้นมากในช่วงไตรมาสแรก
สุริยะ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบร้อยละ 0.5-1.5 โดยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่อยู่ในเกณฑ์ดี การบริหารจัดการน้ำ การควบคุมโรคระบาดในพืชและสัตว์ รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะความแปรปรวนของสภาพอากาศและโอกาสเกิดภาวะเอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ค่าเงินบาท มาตรการกีดกันทางการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
“กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมความสามารถแข่งขันของเกษตรกรไทย” สุริยะ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้ามาตรการเชิงรุก อาทิ การบริหารจัดการน้ำมันดีเซลและ B20 ผ่านระบบสหกรณ์ การส่งเสริมใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพ เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การปฏิบัติการฝนหลวง และเตรียมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง
ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการ Reskill และ Upskill เกษตรกร ตลอดจนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรในระยะยาว
ด้าน พีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สาขาพืช ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของภาคเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.7 โดยพืชสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรดปัตตาเวีย รวมถึงผลไม้หลักอย่างทุเรียน มังคุด และเงาะ
โดยเฉพาะผลผลิตนอกฤดูในภาคใต้ที่เพิ่มขึ้น จากการบริหารจัดการสวนที่ดีและสภาพอากาศเหมาะสม ขณะที่ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลังกลับมีผลผลิตลดลง จากแรงจูงใจด้านราคาที่อ่อนตัวและปัญหาโรคระบาดในบางพื้นที่
ด้านสาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 0.4 จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตไก่เนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ขณะที่สาขาประมงหดตัวร้อยละ 1.3 เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์น้ำและพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนลดการเลี้ยงกุ้งและลดรอบการออกเรือประมง

ทั้งนี้ แม้ภาคเกษตรไทยยังมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำและความต้องการสินค้าอาหารในตลาดโลก แต่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันทางการค้าจะเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหากภาวะเอลนีโญเกิดขึ้นรุนแรงกว่าคาด อาจกระทบต่อผลผลิตและรายได้เกษตรกรในหลายพื้นที่ของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ




