ซาอุดีอาระเบียต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีเพียงลำพัง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และชาติพันธมิตรต่างมองว่าเป็นปัญหาภายในประเทศและไม่ใช่ส่วนขยายของความขัดแย้งกับอิหร่าน แม้ว่าการกลับมาโจมตีระลอกใหม่ของกลุ่มฮูตีจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันของโลกก็ตาม
แม้ซาอุฯ จะใช้เวลาหลายปีในการสร้างพันธมิตรด้านความมั่นคงร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ และมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างตุรกีและปากีสถาน แต่กลับไม่มีใครรีบเร่งเข้ามาช่วยเหลือซาอุฯ ในขณะที่ต้องรับมือกับการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยังเมืองต่างๆ รวมถึงท่อส่งน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันที่มีความสำคัญ
นักวิเคราะห์มองว่ามี 2 เหตุผล หนึ่งคือ ไม่มีใครอยากถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ครั้งใหม่กับกลุ่มติดอาวุธในเยเมนที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน สองคือ ความบาดหมางระหว่างซาอุฯ กับกลุ่มฮูตีบริเวณชายแดนทางตอนใต้นั้นคุกรุ่นมานานหลายปีแล้ว ซึ่งเป็นเวลานานก่อนที่จะเกิดสงครามอิหร่านเสียอีก
โมนา ยาคูเบียน ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) โครงการตะวันออกกลางเผยกับ The New York Post ว่า “สำหรับประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับ พวกเขาน่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับการตกเป็นเป้าหมายของการตอบโต้จากอิหร่านและกลุ่มฮูตี”
“พวกเขาลังเลที่จะช่วย เพราะเกรงว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนและพลังงานของพวกเขาจะตกเป็นเป้าของการโจมตีอย่างที่เราได้เห็นมาแล้ว”
— โมนา ยาคูเบียน ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS)
ตุรกีและปากีสถาน ซึ่งลงนามในข้อตกลงมักกะเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ให้คำมั่นว่าจะปกป้องซาอุฯ ในกรณีที่ถูกโจมตี ก็ยังคงปฏิเสธที่จะยกระดับการดำเนินการใดๆ แม้ว่าจะมีการสกัดกั้นโดรนของกลุ่มฮูตีได้ในบริเวณใกล้กับเมืองมักกะก็ตาม
ทั้งสองประเทศมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมต่างมีกองทัพขนาดใหญ่และมีแสนยานุภาพ ยังให้คำมั่นว่าจะปกป้องประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม
แต่ปากีสถานซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ด้วย แย้งว่า การสู้รบในเยเมนและซาอุฯ ในขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามกลางเมืองเยเมน “ที่มีอยู่ก่อนแล้ว” และเกิดขึ้นก่อนการลงนามข้อตกลงมักกะ ดังนั้นพันธมิตรจึงไม่จำเป็นต้องตอบโต้
เยเมนต้องเผชิญกับความขัดแย้งนองเลือดระหว่างกลุ่มฮูตีกับรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุฯ มาเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในปี 2012
ซาอุฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย รวมทั้งเครื่องบินขับไล่ F-35 สไตรก์ อีเกิล และรถถัง M1A2 เอบรามส์ของสหรัฐฯ อีกหลายร้อยคัน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาฮึกเหิมอีกครั้งของกลุ่มฮูตี ซึ่งได้ระดมพลนักรบไว้มากถึง 350,000 คน
มีรายงานว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุฯ ขอให้ทรัมป์เข้ามาแทรกแซงและช่วยกำราบกลุ่มฮูตี แต่สื่ออเมริกันรายงานว่า ทรัมป์สั่งระงับการโจมตีทางอากาศใส่กลุ่มฮูตีในเยเมน
ยาคูเบียนเผยว่า ข้อกังวลหลักของสหรัฐฯ คือ การหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านลุกลามบานปลาย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับกำลังพลและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง
Soufan Center บริษัทที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ในนิวยอร์กระบุว่า การที่สหรัฐฯ ไม่สนใจที่จะให้ความช่วยเหลือนั้น ถือเป็น “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” สำหรับมกุฎราชกุมารบิน ซัลมาน
“มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุฯ ไม่เคยคิดเลยว่า ระบบการรักษาความมั่นคงของสหรัฐฯ จะล้มเหลว” บรรยายสรุปที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) ระบุ
รายงานของ Soufan Center ยังระบุว่า “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์หลักไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามพันธสัญญาที่มีมาอย่างยาวนานในการปกป้องซาอุฯ จากการโจมตีโดยอิหร่านหรือกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มฮูตีในเยเมน”

ทรัมป์เผยเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) ว่า ฮูตียืนยันกับเขาว่าจะไม่โจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับอิหร่านที่เป็นผู้สนับสนุนของฮูตี
เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคเปิดเผยกับสำนักข่าว AP ว่า ซาอุฯ ซึ่งกำลังให้ความสำคัญกับสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน กำลังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น จึงได้ร้องขอการสนับสนุนทางอากาศจากฝรั่งเศส อังกฤษ ปากีสถาน และอียิปต์
สหรัฐฯ ซึ่งมีรายงานว่า กำลังขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น ตกลงขายเครื่องบินรบล่องหน F-35 จำนวน 48 ลำให้ซาอุฯ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้รับเครื่องบินล็อตนี้
ในระหว่างนี้ กลุ่มฮูตียกระดับการโจมตีทั้งในเยเมนและซาอุฯ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮูตียิงขีปนาวุธวิถีโค้งเข้าไปใกล้กรุงริยาด และยังเข้ายึดครองช่องแคบบับเอลมันเดบ และขัดขวางการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกของซาอุฯ ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันปริมาณหลายล้านบาร์เรลต่อวันโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การโจมตีดังกล่าวสร้างความช็อกให้กับตลาดน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบต่อบาร์เรลพุ่งสูงขึ้นประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐในวันจันทร์
ข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน และซาอุฯ ถูกปล่อยให้รับมือกับภัยคุกคามเพียงลำพัง น่าจะหมายความว่า การยุติความขัดแย้งจะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอิหร่านเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการหยุดยิงในตะวันออกกลาง
“เราเคยเห็นอิหร่านใช้การหยุดยิงในเลบานอนเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพ และอิหร่านอาจใช้สิ่งที่กลุ่มฮูตีกำลังทำอยู่เป็นเครื่องมือ…และใช้สิ่งนั้นเพื่อเรียกร้องมากขึ้น” ยาคูเบียนกล่าว
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีความชัดเจนว่ากลุ่มฮูตีจะหันมาสนับสนุนแนวทางของอิหร่านอย่างเต็มตัวหรือไม่ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวได้ระบุว่า ภารกิจสำคัญของตัวเองมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ในเยเมนและการยุติอิทธิพลของซาอุฯ ในเยเมน
Photo by ANDREW HARNIK / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP





