ดูเหมือนว่าการเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ กำลังชี้ให้เห็นว่า ‘สหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงแค่ส่งสัญญาณ แต่กำลังเตรียมการมากกว่า’
การมาถึงของกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน ‘USS Abraham Lincoln’ ใกล้กับน่านน้ำอิหร่านนั้น ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้นยิ่ง ‘น่ากังวล’ มากขึ้นไปอีก จนพันธมิตรตะวันออกกลางถึงกับนั่งไม่ติดกันเลยทีเดียว เมื่อ ‘USS Gerald R Ford’ เรือรบอีกลำหนึ่ง ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่านเพื่อสมทบกับกองเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังย้ายฐานเครื่องบินรบ เช่น F-35, F-22 และ F-16 อีก 50 ลำไปยังภูมิภาคนี้ด้วย เป็นการตอกย้ำว่า ‘สหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนทางทหารหลายชั้น’
การประจำการเรือรบและเครื่องบินขับไล่เช่นนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการทูตได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้ว อาจบ่งชี้ว่าการเจรจาทางอ้อมระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ได้ถึงทางตันแล้ว ซึ่งอาจจะตามมาด้วยปฏิบัติการทางทหารหากทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยอมเปลี่ยนท่าที
สิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามตามมาว่า “ทำไมผู้นำอิหร่านถึงยังคงท้าทายมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่มีกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกและเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในตะวันออกกลาง?”
...แต่คำตอบก็อยู่ที่เงื่อนไขที่สหรัฐฯ ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า “อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ไม่มีขีปนาวุธ และต้องเลิกสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ”
อิหร่านมองว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯ “เป็นเหมือนการยอมจำนน”

จากมุมมองของอิหร่าน ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ‘ไม่ใช่การเจรจา’ แต่เป็นเหมือนการบังคับให้ ‘ยอมจำนน’ เสียมากกว่า
ข้อเรียกร้องเหล่านั้น อิหร่านจะต้อง... :
- ‘ยุติ’ การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
- ‘ลด’ ระยะทำการของขีปนาวุธเพื่อไม่ให้คุกคามอิสราเอลอีกต่อไป
- ‘เลิก’ สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาค
- ‘หยุด’ ปราบปรามประชาชน
สำหรับผู้นำอิหร่าน นี่ไม่ใช่นโยบายรอง แต่มันเป็นเหมือนการทะลวง ‘หัวใจหลัก’ ของระบบป้องกันตัวและการอยู่รอดของระบอบอิหร่านที่สร้างมานานกว่า 40 ปี
เนื่องจากอิหร่านไม่มีพันธมิตรระหว่างประเทศที่ทรงอำนาจ รัฐอิสลามแห่งนี้จึงใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) หรือเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธพันธมิตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ต่อสู้นอกพรมแดนแทนอิหร่าน และเพื่อบีบให้อิสราเอลต้องแบ่งกำลังไปรับมือหลายด้านมากขึ้น
ส่วนโครงการพัฒนาขีปนาวุธอิหร่านนั้นจะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนกองทัพอากาศที่ล้าสมัยและการเข้าถึงเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่จำกัด แม้อิหร่านจะบอกว่ามีไว้เพื่อสันติ แต่หลายชาติต่างมองว่าเป็น ‘การป้องปราม’ มากกว่า
แม้จะไม่มีการนำไปใช้เป็นอาวุธ แต่การที่อิหร่านเชี่ยวชาญการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมก็ถือเป็น ‘ขีดความสามารถขั้นพื้นฐาน’ เพราะอิหร่านมีทั้งโรงงานและวัตถุดิบพร้อม เหลือเพียงแค่รอคำสั่งจากผู้นำสูงสุดเท่านั้นก็สร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ และด้วยศักยภาพที่น่ากังวลใจนี้ล่ะ อิหร่านจึงนำมาใช้เป็นข้อต่อรองกับสหรัฐฯ
หากมองในมุมมองของอิหร่าน การตัดทอนองค์ประกอบเหล่านี้ไปก็เป็นเหมือนการทำลายรากฐานการป้องปรามประเทศจากภัยคุกคาม ขณะที่ อายาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ก็อาจมองว่า ‘การยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวอาจดู ‘อันตรายกว่า’ การเสี่ยงที่จะทำสงครามกับสหรัฐฯ’...การเผชิญหน้าทางทหาร แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ระบอบอิหร่านก็อาจอยู่รอด และย่อมดีกว่าการยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องที่อาจทำลายยุทธศาสตร์ชาติ
แต่ความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในสมการนี้มีมากมาย และไม่ใช่เฉพาะสำหรับอิหร่านเท่านั้น แต่อาจลุกลามกระทบชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง และอีกหลายประเทศ
หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีอิหร่านและสังหารคาเมเนอี มันจะไม่เพียงแต่ยุติระบอบอิหร่านที่ปกครอง่ประเทศมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เกิดการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำในช่วงเวลาที่เปราะบางได้
อิหร่านอาจคิดว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ จะจำกัดอยู่ที่เพียงการลดขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่สงครามมักไม่เกิดขึ้นตามสมมติฐานเริ่มต้น การคำนวณผิดพลาดเกี่ยวกับเป้าหมาย ระยะเวลา หรือผลกระทบทางการเมือง อาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว
สหรัฐฯ ก็เผชิญความ ‘เสี่ยง’ ไม่น้อยไปกว่ากัน

ในทางทฤษฎี ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพสหรัฐฯ นั้นมีศักยภาพที่จะบรรลุเป้าหมายหากความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น แต่สงครามไม่ได้เกิดขึ้นบนแผ่นกระดาษ และมันถูกกำหนดจากการคำนวณผิดพลาด การทวีความรุนแรง และผลที่ตามมาโดยไม่คาดคิด ขณะเดียวกัน การเผชิญหน้าในวงกว้างก็อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องการ
นอกจากนี้ อิหร่านยังมีบทเรียนจากการทำสงคราม 12 วันกับอิสราเอลเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนั่นอาจทำให้อิหร่านเตรียมวิธีรับมือกับการโจมตีครั้งใหม่ไว้แล้ว ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และการตอบสนองภายใต้แรงกดดันที่ดีกว่าครั้งก่อน
ถึงกระนั้น การที่ระบอบอิหร่านอ่อนแอลงไม่ได้หมายความว่าจะนำพาประเทศไปสู่เสถียรภาพ หรือสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตะวันตกได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากสุญญากาศทางอำนาจสามารถสร้างศูนย์อิทธิพลใหม่ๆ ที่แตกแยก หรือสุดโต่ง ทำให้ความสมดุลในภูมิภาคซับซ้อนขึ้นในแบบที่ไม่พึงประสงค์สำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตร
ขณะนี้คาเมเนอีกำลังเผชิญกับทางเลือกเพียงไม่กี่ทาง...หากยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ก็เสี่ยงที่จะทำให้กลยุทธ์การป้องปรามของระบอบอิหร่านอ่อนแอลง แต่หากปฏิเสธเงื่อนไขเหล่านั้น ก็เพิ่มโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าในช่วงเวลาที่ระบอบอิหร่านกำลังเปราะบาง ซึ่งดูเหมือนว่าอิหร่านจะเลือกไปทางสงครามมากกว่า...




