สีจิ้นผิงเยือนคิมจองอึนเพราะจีนต้องการรักษาอิทธิพล เกาหลีเหนือต้องการกระชับมิตร

8 มิ.ย. 2569 - 16:54

  • ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

  • นักวิเคราะห์มองว่า จีนกังวลที่เกาหลีเหนือใกล้ชิดกับรัสเซียมากเกินไป

  • ในช่วง 6 ปีแรกของการครองอำนาจ คิมได้กำกับดูแลการทดสอบขีปนาวุธประมาณ 90 ครั้งและการระเบิดนิวเคลียร์ 4 ครั้ง

สีจิ้นผิงเยือนคิมจองอึนเพราะจีนต้องการรักษาอิทธิพล เกาหลีเหนือต้องการกระชับมิตร

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี และนี่อาจไม่ใช่เพียงการพบปะกันธรรมดา เพราะเมื่อปีที่แล้วผู้นำของทั้งสองประเทศได้พบกันที่กรุงปักกิ่ง ในงานที่จีนจัดขบวนพาเหรดทางทหารครั้งใหญ่เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีนับตั้งแต่ญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

การเยือนครั้งนี้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพันธมิตรดั้งเดิมในยุคสงครามเย็น ขณะที่จีนซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ ก็คาดว่าจะกลับมามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลเกาหลีเหนือที่หันไปทางรัสเซียมากขึ้นในช่วงหลัง

ดังนั้น การเยือนของสีจิ้นผิงในสัปดาห์นี้ จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องของมิตรภาพมากนัก แต่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจต่อรองมากกว่า

ไม่ใช่หุ้นส่วนอาวุโสอีกต่อไป

ตามธรรมเนียมแล้ว จีนมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนอาวุโสในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีเหนือพึ่งพาจีนอย่างมากถึง 95% ของการค้าทั้งหมด ตามการประมาณการเมื่อปี 2022 จากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 เกาหลีเหนือได้จัดหาอาวุธ ปืนใหญ่ และกำลังคนสำคัญให้กับรัสเซีย และผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า เกาหลีเหนือมีส่วนช่วยให้เครื่องจักรสงครามของรัสเซียดำเนินต่อไปได้

สถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ประมาณการว่า ตั้งแต่ปี 2023 รัสเซียจ่ายเงินให้เกาหลีเหนือมากถึง 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการส่งกำลังทหารและการส่งออก “ปืนใหญ่ กระสุน และขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธข้ามทวีป” ไปให้รัสเซีย

รายงานระบุว่า เกาหลีเหนืออาจได้รับเงินราว 580 ล้าน-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบของ “สินค้า” ซึ่งหมายความว่า “มีความเป็นไปได้สูงที่การชำระเงินส่วนใหญ่จากรัสเซียจะอยู่ในรูปแบบของ ‘เทคโนโลยีทางทหารที่ละเอียดอ่อน หรือชิ้นส่วนและวัสดุที่มีความแม่นยำสูงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยากต่อการตรวจสอบผ่านดาวเทียม’”

อีซังยอง นักข่าวและนักวิจัยในกรุงโซลที่ติดตามเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิดเผยว่า จีนจะระมัดระวังว่าอิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อเกาหลีเหนือจะแผ่ขยายไปไกลแค่ไหน “ปักกิ่งน่าจะต้องการฟื้นฟูอิทธิพลของตัวเองเหนือเกาหลีเหนือ และป้องกันไม่ให้เปียงยางพึ่งพามอสโกมากเกินไป”

วิธีหนึ่งที่จีนอาจพยายามจำกัดอิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อเกาหลีเหนือคือ การเพิ่มการสนับสนุนทางเศรษฐกิจของตัวเองให้กับเกาหลีเหนือ “การเสนอสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือ” อาจเป็นแผนการดังกล่าว เรเชล มินยองอี นักวิจัยอาวุโสของโครงการเกาหลีแห่งศูนย์สติมสันเผย

แต่ไม่ใช่แค่เพียงอิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อเกาหลีเหนือเท่านั้นที่จีนจะจับตามองอย่างใกล้ชิด

วิลเลียม หยาง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก International Crisis Group เผยว่า แม้จีนจะมีสนธิสัญญาป้องกันร่วมกับเกาหลีเหนือ แต่จีนก็ยังระแวงต่อการที่เกาหลีเหนือจะได้รับเทคโนโลยีทางทหารใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน

“ปักกิ่งระมัดระวังเป็นอย่างมากเสมอมาเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เกาหลีเหนือ เพราะพวกเขาไม่มองว่าเกาหลีเหนือที่แข็งแกร่งทางทหารจะเป็นผลดีต่อตนเองเสมอไป” หยางเผย “เกาหลีเหนือที่กล้าหาญทางทหารมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์กับรัสเซีย อาจเป็นแหล่งที่มาของการรบกวนดุลอำนาจและสถานะที่เป็นอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี”

นับตั้งแต่ต้นปี เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไปแล้ว 8 ครั้ง และเมื่อเดือนพฤษภาคมก็เปิดตัวขีปนาวุธร่อนทางยุทธวิธีที่ควบคุมด้วยเอไอรุ่นใหม่

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สื่อของรัฐเกาหลีเหนือยังเผยแพร่ภาพถ่ายของ คิมจองอึน ขณะเยี่ยมชมโรงงาน “วัสดุนิวเคลียร์เกรดอาวุธ” แห่งใหม่ ซึ่งจะใช้ในการขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือใน “อัตราทวีคูณ”

ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 เผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) แสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์ที่เพิ่งเปิดใหม่ ณ สถานที่ที่ไม่เปิดเผยในเกาหลีเหนือ Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP
ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2026 เผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) แสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์ที่เพิ่งเปิดใหม่ ณ สถานที่ที่ไม่เปิดเผยในเกาหลีเหนือ Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

“จีนต้องการให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ที่ตัวเองมีต่อเกาหลีเหนือได้รับการปกป้อง ในช่วงเวลาที่มอสโกและเปียงยางกำลังเข้าใกล้กันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว" อันกิต พันดา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศเผย

จีนจึงพยายามปรับความสัมพันธ์ใหม่ ปลายปีที่แล้ว สีจิ้นผิง เชิญคิมจองอึน เข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารในปักกิ่ง โดยให้เขาอยู่เคียงข้างปูตินอย่างโดดเด่น

อีซองฮยอน นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า จีนมี “ความรู้สึกที่หลากหลาย” เกี่ยวกับความร่วมมือที่กำลังเติบโตระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย

ในด้านหนึ่ง ความร่วมมือนี้ “เบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ และทำให้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจีนทางอ้อม” อีซองฮยอนเผย และเผยอีกว่า การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนืออาจจุดประกายการตอบโต้ทางทหารสามฝ่ายที่รุนแรงขึ้นจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะทำให้จีนกังวล

นั่นเป็นเหตุผลที่จีนไม่สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหลือ เพราะนั่นจะเพิ่มบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในที่นี้

แต่จีนก็ไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้โดยตรงเช่นกัน ในปี 2022 จีนและรัสเซียได้ใช้สิทธิวีโต้มติของสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจากการทดสอบขีปนาวุธ

วิคเตอร์ ชา ประธานแผนกนโยบายต่างประเทศของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศมองว่า หากจีนใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อโครงการนิวเคลียร์ของเปียงยาง “นั่นจะยิ่งผลักดันให้เกาหลีเหนือเข้าหาปูตินมากขึ้น”

พันธมิตรที่เน้นผลประโยชน์

แต่คิมก็ไม่อาจยอมให้แหล่งความช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุดของตัวเองห่างเหินไปได้เช่นกัน

การส่งออกของจีนไปยังเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี บริการรถไฟโดยสารระหว่างปักกิ่งและเปียงยางกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้หลังจากหยุดไป 6 ปี

นักวิเคราะห์กล่าวว่า นี่ก็เป็นความพยายามที่คำนวณมาแล้วของจีนเพื่อดึงเกาหลีเหนือกลับเข้ามาอยู่ในวงโคจรของตัวเอง

สำหรับคิมแล้ว นี่คือทางเลือกที่เน้นผลประโยชน์ หากสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง ความต้องการการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือของรัสเซียอาจลดลง

ดังนั้น คิมจึงต้องแน่ใจว่าเขาจะไม่ต้องพึ่งพาพันธมิตรที่อ่อนแอลง

แต่ความสัมพันธ์นี้มีปัญหามาตั้งแต่เริ่มต้น

คิมสืบทอดอำนาจมาพร้อมกับลำดับความสำคัญที่แตกต่างจากบิดาของเขา

ในขณะที่ คิมจองอิล เดินทางเยือนจีนหลายครั้งและพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน แต่คิมกลับเร่งโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างรวดเร็ว ในช่วง 6 ปีแรกของการครองอำนาจ คิมได้กำกับดูแลการทดสอบขีปนาวุธประมาณ 90 ครั้งและการระเบิดนิวเคลียร์ 4 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่บิดาและปู่ของเขารวมกัน

สิ่งนี้ทำให้จีนวิตกกังวล และการประหารชีวิต จางซองแท็ก ลุงของตัวเอง ซึ่งจีนมองว่าเป็นบุคคลที่สร้างเสถียรภาพ ก็ยิ่งทำให้ความแตกแยกทวีความรุนแรงขึ้น

สีจิ้นผิง ตอบโต้ด้วยสัญญาณทางการทูตที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก โดยการเยือนเกาหลีใต้ในปี 2014 ก่อนที่จะได้พบกับคิม ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการดูแคลน

เกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการเรียกจีนว่า “คนทรยศและศัตรูของเรา”

จนกระทั่งปี 2018 เมื่อมาตรการคว่ำบาตรเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เริ่มส่งผลกระทบ คิมจึงเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรก

เขาขึ้นรถไฟหุ้มเกราะมุ่งหน้าไปยังปักกิ่ง การประชุมครั้งนั้นถือเป็นการเริ่มต้นการปรับความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง

คิมจะเดินทางไปพบกับผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ แต่ทุกครั้งจะต้องปรึกษาหารือกับจีนก่อนเสมอ ซึ่งข้อความนั้นชัดเจนว่า เกาหลีเหนือจะไม่เจรจาหากปราศจากการสนับสนุนจากจีน

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือทำหน้าที่ทั้งเป็นกันชนและภาระสำหรับจีน ช่วยรักษาระยะห่างระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ กับจีน แต่การทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือก็ทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง

ขณะเดียวกัน คิมต้องการการคุ้มครองจากจีน โดยปราศจากการควบคุมจากจีน

ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกันอย่างเต็มที่ แต่ในตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าต่างต้องการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขายังคงเจรจากันต่อไป

Photo by JUNG YEON-JE / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์