ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี และนี่อาจไม่ใช่เพียงการพบปะกันธรรมดา เพราะเมื่อปีที่แล้วผู้นำของทั้งสองประเทศได้พบกันที่กรุงปักกิ่ง ในงานที่จีนจัดขบวนพาเหรดทางทหารครั้งใหญ่เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีนับตั้งแต่ญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่สอง
การเยือนครั้งนี้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพันธมิตรดั้งเดิมในยุคสงครามเย็น ขณะที่จีนซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ ก็คาดว่าจะกลับมามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลเกาหลีเหนือที่หันไปทางรัสเซียมากขึ้นในช่วงหลัง
ดังนั้น การเยือนของสีจิ้นผิงในสัปดาห์นี้ จึงน่าจะไม่ใช่เรื่องของมิตรภาพมากนัก แต่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจต่อรองมากกว่า
ไม่ใช่หุ้นส่วนอาวุโสอีกต่อไป
ตามธรรมเนียมแล้ว จีนมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนอาวุโสในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีเหนือพึ่งพาจีนอย่างมากถึง 95% ของการค้าทั้งหมด ตามการประมาณการเมื่อปี 2022 จากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 เกาหลีเหนือได้จัดหาอาวุธ ปืนใหญ่ และกำลังคนสำคัญให้กับรัสเซีย และผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า เกาหลีเหนือมีส่วนช่วยให้เครื่องจักรสงครามของรัสเซียดำเนินต่อไปได้
สถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ประมาณการว่า ตั้งแต่ปี 2023 รัสเซียจ่ายเงินให้เกาหลีเหนือมากถึง 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการส่งกำลังทหารและการส่งออก “ปืนใหญ่ กระสุน และขีปนาวุธนำวิถีและขีปนาวุธข้ามทวีป” ไปให้รัสเซีย
รายงานระบุว่า เกาหลีเหนืออาจได้รับเงินราว 580 ล้าน-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบของ “สินค้า” ซึ่งหมายความว่า “มีความเป็นไปได้สูงที่การชำระเงินส่วนใหญ่จากรัสเซียจะอยู่ในรูปแบบของ ‘เทคโนโลยีทางทหารที่ละเอียดอ่อน หรือชิ้นส่วนและวัสดุที่มีความแม่นยำสูงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยากต่อการตรวจสอบผ่านดาวเทียม’”
อีซังยอง นักข่าวและนักวิจัยในกรุงโซลที่ติดตามเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิดเผยว่า จีนจะระมัดระวังว่าอิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อเกาหลีเหนือจะแผ่ขยายไปไกลแค่ไหน “ปักกิ่งน่าจะต้องการฟื้นฟูอิทธิพลของตัวเองเหนือเกาหลีเหนือ และป้องกันไม่ให้เปียงยางพึ่งพามอสโกมากเกินไป”
วิธีหนึ่งที่จีนอาจพยายามจำกัดอิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อเกาหลีเหนือคือ การเพิ่มการสนับสนุนทางเศรษฐกิจของตัวเองให้กับเกาหลีเหนือ “การเสนอสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือ” อาจเป็นแผนการดังกล่าว เรเชล มินยองอี นักวิจัยอาวุโสของโครงการเกาหลีแห่งศูนย์สติมสันเผย
แต่ไม่ใช่แค่เพียงอิทธิพลของรัสเซียที่มีต่อเกาหลีเหนือเท่านั้นที่จีนจะจับตามองอย่างใกล้ชิด
วิลเลียม หยาง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก International Crisis Group เผยว่า แม้จีนจะมีสนธิสัญญาป้องกันร่วมกับเกาหลีเหนือ แต่จีนก็ยังระแวงต่อการที่เกาหลีเหนือจะได้รับเทคโนโลยีทางทหารใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน
“ปักกิ่งระมัดระวังเป็นอย่างมากเสมอมาเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เกาหลีเหนือ เพราะพวกเขาไม่มองว่าเกาหลีเหนือที่แข็งแกร่งทางทหารจะเป็นผลดีต่อตนเองเสมอไป” หยางเผย “เกาหลีเหนือที่กล้าหาญทางทหารมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์กับรัสเซีย อาจเป็นแหล่งที่มาของการรบกวนดุลอำนาจและสถานะที่เป็นอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี”
นับตั้งแต่ต้นปี เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไปแล้ว 8 ครั้ง และเมื่อเดือนพฤษภาคมก็เปิดตัวขีปนาวุธร่อนทางยุทธวิธีที่ควบคุมด้วยเอไอรุ่นใหม่
เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สื่อของรัฐเกาหลีเหนือยังเผยแพร่ภาพถ่ายของ คิมจองอึน ขณะเยี่ยมชมโรงงาน “วัสดุนิวเคลียร์เกรดอาวุธ” แห่งใหม่ ซึ่งจะใช้ในการขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือใน “อัตราทวีคูณ”

“จีนต้องการให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ที่ตัวเองมีต่อเกาหลีเหนือได้รับการปกป้อง ในช่วงเวลาที่มอสโกและเปียงยางกำลังเข้าใกล้กันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว" อันกิต พันดา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศเผย
จีนจึงพยายามปรับความสัมพันธ์ใหม่ ปลายปีที่แล้ว สีจิ้นผิง เชิญคิมจองอึน เข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารในปักกิ่ง โดยให้เขาอยู่เคียงข้างปูตินอย่างโดดเด่น
อีซองฮยอน นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า จีนมี “ความรู้สึกที่หลากหลาย” เกี่ยวกับความร่วมมือที่กำลังเติบโตระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย
ในด้านหนึ่ง ความร่วมมือนี้ “เบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ และทำให้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจีนทางอ้อม” อีซองฮยอนเผย และเผยอีกว่า การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนืออาจจุดประกายการตอบโต้ทางทหารสามฝ่ายที่รุนแรงขึ้นจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะทำให้จีนกังวล
นั่นเป็นเหตุผลที่จีนไม่สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหลือ เพราะนั่นจะเพิ่มบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในที่นี้
แต่จีนก็ไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้โดยตรงเช่นกัน ในปี 2022 จีนและรัสเซียได้ใช้สิทธิวีโต้มติของสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจากการทดสอบขีปนาวุธ
วิคเตอร์ ชา ประธานแผนกนโยบายต่างประเทศของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศมองว่า หากจีนใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อโครงการนิวเคลียร์ของเปียงยาง “นั่นจะยิ่งผลักดันให้เกาหลีเหนือเข้าหาปูตินมากขึ้น”
พันธมิตรที่เน้นผลประโยชน์
แต่คิมก็ไม่อาจยอมให้แหล่งความช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุดของตัวเองห่างเหินไปได้เช่นกัน
การส่งออกของจีนไปยังเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี บริการรถไฟโดยสารระหว่างปักกิ่งและเปียงยางกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้หลังจากหยุดไป 6 ปี
นักวิเคราะห์กล่าวว่า นี่ก็เป็นความพยายามที่คำนวณมาแล้วของจีนเพื่อดึงเกาหลีเหนือกลับเข้ามาอยู่ในวงโคจรของตัวเอง
สำหรับคิมแล้ว นี่คือทางเลือกที่เน้นผลประโยชน์ หากสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง ความต้องการการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือของรัสเซียอาจลดลง
ดังนั้น คิมจึงต้องแน่ใจว่าเขาจะไม่ต้องพึ่งพาพันธมิตรที่อ่อนแอลง
แต่ความสัมพันธ์นี้มีปัญหามาตั้งแต่เริ่มต้น
คิมสืบทอดอำนาจมาพร้อมกับลำดับความสำคัญที่แตกต่างจากบิดาของเขา
ในขณะที่ คิมจองอิล เดินทางเยือนจีนหลายครั้งและพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน แต่คิมกลับเร่งโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างรวดเร็ว ในช่วง 6 ปีแรกของการครองอำนาจ คิมได้กำกับดูแลการทดสอบขีปนาวุธประมาณ 90 ครั้งและการระเบิดนิวเคลียร์ 4 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่บิดาและปู่ของเขารวมกัน
สิ่งนี้ทำให้จีนวิตกกังวล และการประหารชีวิต จางซองแท็ก ลุงของตัวเอง ซึ่งจีนมองว่าเป็นบุคคลที่สร้างเสถียรภาพ ก็ยิ่งทำให้ความแตกแยกทวีความรุนแรงขึ้น
สีจิ้นผิง ตอบโต้ด้วยสัญญาณทางการทูตที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก โดยการเยือนเกาหลีใต้ในปี 2014 ก่อนที่จะได้พบกับคิม ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการดูแคลน
เกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการเรียกจีนว่า “คนทรยศและศัตรูของเรา”
จนกระทั่งปี 2018 เมื่อมาตรการคว่ำบาตรเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เริ่มส่งผลกระทบ คิมจึงเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรก
เขาขึ้นรถไฟหุ้มเกราะมุ่งหน้าไปยังปักกิ่ง การประชุมครั้งนั้นถือเป็นการเริ่มต้นการปรับความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง
คิมจะเดินทางไปพบกับผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ แต่ทุกครั้งจะต้องปรึกษาหารือกับจีนก่อนเสมอ ซึ่งข้อความนั้นชัดเจนว่า เกาหลีเหนือจะไม่เจรจาหากปราศจากการสนับสนุนจากจีน
ปัจจุบัน เกาหลีเหนือทำหน้าที่ทั้งเป็นกันชนและภาระสำหรับจีน ช่วยรักษาระยะห่างระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ กับจีน แต่การทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือก็ทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง
ขณะเดียวกัน คิมต้องการการคุ้มครองจากจีน โดยปราศจากการควบคุมจากจีน
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกันอย่างเต็มที่ แต่ในตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าต่างต้องการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขายังคงเจรจากันต่อไป
Photo by JUNG YEON-JE / AFP





