‘เซาท์พาร์ส’ แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก! อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่อิหร่านหวงหนักหนา

21 มี.ค. 2569 - 17:26

  • ทำความรู้จัก ‘แหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส’ คืออะไร? และเหตุใดการโจมตีของอิสราเอลจึงเป็นการยกระดับความขัดแย้ง

  • ว่ากันว่า ‘แหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส’ เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 9,700 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอิหร่านและกาตาร์เป็นเจ้าของร่วมกัน

‘เซาท์พาร์ส’ แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก! อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่อิหร่านหวงหนักหนา

การโจมตีของอิสราเอลต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของอิหร่านที่เชื่อมโยงกับแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars gas field) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อิหร่านโกรธแค้นและเอาคืนด้วยการโจมตีโรงงานพลังงานสำคัญของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอล 

สถานการณ์ที่ดำเนินอยู่ซึ่งแย่อยู่แล้วจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านจนส่งผลให้ไม่สามารถส่งน้ำมันและก๊าซไปยังลูกค้าได้ทันเวลา แต่การโจมตีโรงงานผลิตพลังงานระลอกใหม่ รวมถึงโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์สนั้น ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานทั่วโลกมากขึ้นไปอีก 

SPACEBAR พาไปทำความรู้จักว่า ‘แหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส’ คืออะไร? สำคัญอย่างไร? ทำไมอิหร่านโกรธจัดถึงต้องเอาคืน 

‘เซาท์พาร์ส’ ส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

   (Photo by Wikipedia/ US Energy Information Administration : แผนที่แสดงพื้นที่แหล่งก๊าซเซาท์พาร์สในอิหร่านและนอร์ทโดมในกาตาร์)
(Photo by Wikipedia/ US Energy Information Administration : แผนที่แสดงพื้นที่แหล่งก๊าซเซาท์พาร์สในอิหร่านและนอร์ทโดมในกาตาร์)

‘เซาท์พาร์ส’ ตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 9,700 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอิหร่านและกาตาร์เป็นเจ้าของร่วมกัน โดยประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่นี้เป็นของอิหร่านเรียกว่า ‘เซาท์พาร์ส’ ส่วนฝั่งกาตาร์เรียกว่า ‘นอร์ทโดม’ (North Dome Field) 

แหล่งก๊าซทั้งหมดทั้งในเซาท์พาร์สและนอร์ทโดมมีปริมาณก๊าซที่ใช้ได้ประมาณ 1,800 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของโลกเป็นเวลา 13 ปี  

“แหล่งก๊าซเซาท์พาร์สและแหล่งก๊าซนอร์ทโดมคิดเป็นประมาณ 10% ของปริมาณก๊าซที่ซื้อขายกันทั่วโลก และประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประจำปีของโลก...อิหร่านยังส่งออกก๊าซไปยังตุรกี อิรัก และเอเชียกลางด้วย ดังนั้นการส่งออกเหล่านั้นจึงหยุดชะงักลงเนื่องจากสงคราม”

 อิรา โจเซฟ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์นโยบายพลังงานโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าว   

อิหร่านใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และ 80% มาจากแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส... 

อิหร่านแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติในการทำความร้อนเนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็น 

ตามข้อมูลจากศูนย์นโยบายพลังงานโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียระบุว่า “อิหร่านพึ่งพาก๊าซเป็นอย่างมากในการผลิตไฟฟ้าและให้ความร้อนแก่บ้านเรือน ก๊าซธรรมชาติจากเซาท์พาร์สจึงเป็นแหล่งพลังงานภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน” ทำให้อิหร่านเป็นประเทศผู้บริโภคก๊าซธรรมชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจของอิหร่านจะเล็กกว่ามากก็ตาม 

อย่างไรก็ดี อิหร่านเคยประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าเนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานก๊าซ ดังนั้นการสูญเสียกำลังการผลิตใดๆ จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและให้ความร้อนแก่บ้านเรือน 

ทำไมการโจมตี ‘แหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส’ จึงมีความสำคัญในระดับโลกล่ะ? 

(Photo by Atta KENARE / AFP)
(Photo by Atta KENARE / AFP)

ประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศในยุโรปที่พึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักต่อปริมาณอุปทานอันเป็นผลมาจากการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส

ศาสตราจารย์แคทเธอรีน วูลฟราม นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ บอกกับสำนักข่าว AP

นาโฮะ มิรุมาจิ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองสิ่งแวดล้อมจากคิงส์คอลเลจในลอนดอน บอกกับ ABC News ว่า ความผันผวนของการผลิตก๊าซในปัจจุบันอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตปุ๋ย การขาดแคลนปุ๋ย หรือราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้น”

“การผลิตอาหารไม่สามารถรอให้การผลิตก๊าซกลับสู่ภาวะปกติได้ ดังนั้นเกษตรกรและธุรกิจต่างๆ อาจเผชิญกับผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง”ศาสตราจารย์มิรุมาจิ กล่าว

ด้าน เดวิด จี. วิคเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมและนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก กล่าวว่า “นี่คือแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งเดียวของอิหร่าน หากคุณเริ่มทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านตกต่ำ ในที่สุดโครงสร้างพื้นฐานส่วนอื่นๆ ก็จะเริ่มพังทลายลงเช่นกัน”

ไม่เคยมีการโจมตีครั้งใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นที่เซาท์พาร์สมาก่อน เนื่องจากความเข้าใจที่มีมายาวนานในภูมิภาคนี้ว่า ‘จะไม่รบกวน หรือขัดขวางโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของกันและกัน’”

“มีบรรทัดฐานอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสงครามหลายครั้ง นั่นคือ ‘อย่าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของกันและกัน’ ทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ในการไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกันและกัน แล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในตลาดโลก”

ศาสตราจารย์วิคเตอร์ บอกกับ AP

ในขณะที่กาตาร์ซึ่งมีประชากรน้อยกว่ามาก ได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว โดยในช่วงก่อนสงคราม กาตาร์เคยส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวจากโรงงานราสลาฟฟาน (Ras Laffan) ศูนย์กลางพลังงานที่สำคัญที่ทำหน้าที่แปรรูปก๊าซทั้งหมดจากแหล่งก๊าซนอร์ทโดม และบรรจุลงเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อส่งไปยังลูกค้าในเอเชีย

ธุรกิจเหล่านี้ทำกำไรได้ดีและทำให้กาตาร์กลายเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ เท่านั้นไม่พอ แต่ฝั่งกาตาร์ยังเป็น “แหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับสหรัฐฯ ยุโรป และทั่วโลก” 

เพื่อตอบโต้การโจมตีเซาท์พาร์ส อิหร่านจึงเอาคืนด้วยการโจมตีเมืองอุตสาหกรรมราสลาฟฟานของกาตาร์ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง 

เนื่องจากประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลกมาจากกาตาร์ และเกือบทั้งหมดมาจากราสลาฟฟาน ความล่าช้าใดๆ ก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาและอุปทานของ LNG  

“การโจมตีดังกล่าวเปลี่ยนโฉม LNG โลกอย่างสิ้นเชิง การหยุดชะงักของอุปทานก๊าซธรรมชาติทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะกินเวลานานกว่า 2 เดือน” 

นักวิเคราะห์จาก ‘Wood Mackenzie’ บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานชั้นนำ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) 

(Photo by Behrouz MEHRI / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์