ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความมั่นใจมานานหลายเดือนว่า ข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในอิหร่านนั้นอยู่ ‘ใกล้แค่เอื้อม’ แต่ทว่าความมุ่งมั่นของอิสราเอลที่จะเดินหน้าทำสงครามต่อไป กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าทรัมป์มีอำนาจควบคุมผลลัพธ์ของวิกฤตการณ์นี้อยู่ ‘อย่างจำกัด’
และหากจะมีข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นักวิเคราะห์ก็มองว่า “อุปสรรคสำคัญก็คือ นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล” นั่นเอง เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนได้กลายเป็น ‘จุดชะงักงัน’ ในการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนี่เป็นการทดสอบความเป็นพันธมิตรที่ไม่แน่นอนระหว่างทรัมป์ และเนทันยาฮูอีกครั้ง
ในครั้งนี้ เนทันยาฮูอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักเป็นพิเศษที่จะต้องแสดงให้เห็นว่านโยบายต่อต้านกลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และอิหร่านของเขาได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ เนื่องจากอนาคตทางการเมืองของเขากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่
การขู่ของเนทันยาฮูเมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.) ว่าจะทิ้งระเบิดชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุตเพื่อขับไล่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทำให้อิหร่านประกาศว่า “จะตัดขาดการเจรจากับสหรัฐฯ จนกว่าความขัดแย้งนั้นจะยุติลง” ส่วนฝั่งทรัมป์ซึ่งกำลังเผชิญกับการเจรจาที่ล้มเหลวหลังจากที่เขาเคยอ้างว่า “ข้อตกลงใกล้จะบรรลุผลแล้ว” ได้ตอบกลับว่า “ผมคิดว่าพวกเราพูดกันมากเกินไปแล้ว”
เมื่อ 2 เพื่อนรักเริ่มมีจุดมุ่งหมายต่างกัน...(?)

วิกฤตการณ์ครั้งนี้รุนแรงถึงขีดสุดจนนำไปสู่การโทรศัพท์คุยกันครั้งล่าสุด ซึ่งมีรายงานหนึ่งระบุว่า เป็นการคุยกันอย่างดุเดือดระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮู โดยเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเผยกับสำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ ว่า “ทรัมป์ได้พูดกับเนทันยาฮูว่า ‘นี่คุณทำบ้าอะไรของคุณอยู่เนี่ย?’” ขณะที่อีกแหล่งข่าวหนึ่งระบุถึงคำพูดของทรัมป์ในทำนองว่า ‘ถ้าไม่มีผม คุณคงไปอยู่ในคุกแล้ว’
ทว่าข้อมูลดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิสราเอลรายงานคำกล่าวของ อามิต ซีกัล หัวหน้านักวิเคราะห์การเมืองของช่องดังกล่าว ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากผู้ช่วยคนสนิทของเนทันยาฮูว่า “ประเด็นสำคัญคือความเข้าใจผิดระหว่างผู้นำทั้งสอง…ทรัมป์รู้สึกว่าเนทันยาฮูบอกเป็นนัยว่าสงครามจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่เนทันยาฮูก็รู้สึกว่าทรัมป์บอกเป็นนัยว่าต้องมีการ ‘หยุดยิงทันที’”
อย่างไรก็ดี เนทันยาฮูผ่านการร่วมงานกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาแล้วถึง 5 คน นับตั้งแต่เขาดำรงตำแหน่งนายกฯ อิสราเอลครั้งแรกในปี 1996 และเป็นที่รู้กันดีว่าเขาชอบกวนประสาทและสร้างความหงุดหงิดให้กับผู้นำทุกคน ซึ่งเคยมีรายงานออกมาว่า “ครั้งหนึ่ง อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ถึงกับอุทานออกมาว่า ‘ตกลงใครเป็นมหาอำนาจกันแน่?’” หลังจากการพบปะกันครั้งแรกของพวกเขาเมื่อปี 1996
แต่ทว่า นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดและยากลำบากเป็นพิเศษสำหรับเนทันยาฮู โดยเมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.) ที่ผ่านมา รัฐสภาคเนสเซตของอิสราเอลมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 106 ต่อ 0 เสียง ในการผ่านร่างกฎหมายวาระแรกเพื่อยุบสภาผู้แทนราษฎรของอิสราเอล และคาดว่าจะมีการเลือกตั้งก่อนกำหนดเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้คะแนนนิยมของเนทันยาฮูจะพุ่งสูงขึ้นจากความสำเร็จในการโจมตีกลุ่มผู้นำของอิหร่าน แต่ในตอนนี้ คะแนนความนิยมของเขากลับดิ่งลงอย่างมาก เนื่องจากสงครามในอิหร่าน รวมถึงความขัดแย้งในฉนวนกาซาและเลบานอนยังคงยืดเยื้อต่อไป
แม้ว่าเนทันยาฮูจะประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้ทรัมป์ร่วมมือกันโจมตีอิหร่าน แต่ในตอนนี้ การพิจารณาด้านการเมืองภายในสหรัฐฯ ของตัวทรัมป์เอง ก็อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกแทน และถึงทรัมป์จะประกาศต่อสาธารณะว่า ‘ไม่ได้กังวลถึงการเลือกตั้งกลางเทอม’ แต่ทรัมป์ก็มักจะหยิบยกข้อมูลทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงราคาน้ำมัน มาใช้อ้างอยู่เสมอว่ารัฐบาลของเขาประสบความสำเร็จ
อีกทั้งการรั่วไหลของรายละเอียดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮูในช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะเจาะนี้ อาจบ่งชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิสราเอล เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่า ‘เนทันยาฮูเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง’
หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ เนทันยาฮูได้ยืนยันว่าอิสราเอลจะไม่โจมตีเลบานอนหากไม่ถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีก่อน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 รายในวันอังคาร (2 มิ.ย.) จากการโจมตีด้วยโดรนของอิสราเอล เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์และเนทันยาฮูตกลงที่จะลดระดับการสู้รบลง
อีกหนึ่งประเด็นที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือ ‘ประเด็นอิหร่าน’ เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านยังคงควบคุมส่วนแบ่ง 20% ของการค้าน้ำมันทั่วโลกอย่างเบ็ดเสร็จด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยหวังว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะทำให้สหรัฐฯ ยอมอ่อนข้อในการเจรจา แต่การปิดล้อมของสหรัฐฯ ก็ทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านเสียหายอย่างหนักเช่นกัน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดในระยะยาวของอุตสาหกรรมน้ำมันรวมถึงแหล่งเงินทุนของระบอบอิหร่านเองด้วย
ถึงกระนั้น การปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยังคงดำเนินอยู่ในเลบานอน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อรองของเนทันยาฮูต่อการเจรจาจะยังคงเป็น ‘เส้นแดง’ สำหรับอิหร่านหรือไม่นั้นก็ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ส่วนสิ่งจูงใจอื่นๆ รวมถึงการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านอาจช่วยให้ข้อเสนอนี้หอมหวานขึ้นสำหรับอิหร่าน แต่ทรัมป์ ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลบารัค โอบามา อย่างรุนแรงที่อนุมัติปลดอายัดทรัพย์สินภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกและไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะต้องทำแบบเดียวกับที่โอบามาเคยทำ
ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังคงกล่าวว่าเขาใกล้จะบรรลุข้อตกลงแล้ว “ผมยังต้องเจรจาต่อรองอีก 2-3 ประเด็น” ทรัมป์บอกกับ ABC News ก่อนจะกล่าวเสริมในภายหลังว่า “เรากำลังจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ”





