เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ว่า “เหตุทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียนประถมหญิงล้วนในอิหร่านในวันแรกของสงคราม ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนว่าเป็นการโจมตีของสหรัฐฯ หรือไม่”
การโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 ราย ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าเป็นเด็ก ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดโรงเรียนจึงถูกโจมตี หรือกองกำลังของประเทศใดเป็นผู้ลงมือ
แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ตอบคำถามนักข่าวว่า“กระทรวงกลาโหมกำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่”เมื่อถูกถามว่า “สหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินการโจมตีทางอากาศที่โรงเรียนหรือไม่?” ลีวิตต์ ย้ำว่า “สหรัฐฯ ไม่ได้โจมตีพลเรือน ต่างจากระบอบอิหร่านที่มุ่งเป้าโจมตีพลเรือน สังหารเด็ก และสังหารประชาชนของตัวเองหลายพันคนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา...ระบอบอิหร่านใช้การโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนักข่าวหลายคนในห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาวก็ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อนั้น”
ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกว่า “เรากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ แน่นอนว่าเราไม่เคยโจมตีเป้าหมายพลเรือน แต่เรากำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่”
โรงเรียนที่ถูกโจมตีชื่อว่า ‘ชาจาราห์ ตัยยิเบห์’ ตั้งอยู่ในเมืองมินาบ เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ โดยเมื่อวันอังคาร (3 มี.ค.) ที่ผ่านมา ผู้คนหลายพันคนต่างก็ออกมาเดินขบวนไว้อาลัยตามท้องถนนในเมืองเพื่อร่วมพิธีศพ
องค์การยูเนสโก ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมและการศึกษาของสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์บนโซเชียลมีเดียว่า “การสังหารนักเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ถือเป็น ‘การละเมิดอย่างร้ายแรง’ ต่อการคุ้มครองโรงเรียนภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”
(Photo by ALI NAJAFI / ISNA / AFP)





