รัฐบาลทรัมป์จะ ‘ถอนตัว’ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากการร่วมมือระดับโลกมากขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.) ที่ผ่านมา ‘ระงับ’ การสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการ 66 แห่ง หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ
หน่วยงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่นๆ ที่รัฐบาลทรัมป์จัดประเภทว่า ‘เอื้อต่อความหลากหลายและความตื่นตัวทางสังคม’
ส่วนองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation), สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance), และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)
“รัฐบาลทรัมป์พบว่าสถาบันเหล่านี้มีขอบเขตงานที่ซ้ำซ้อน บริหารจัดการไม่ดี ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ผลักดันวาระของตนเองซึ่งขัดแย้งกับวาระของเรา หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของประเทศ”
— กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุใแถลงการณ์
อย่างไรก็ดี การตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ที่จะถอนตัวจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของเขากำลังเริ่มปฏิบัติการทางทหาร หรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น ดังเช่นในสถานการณ์การจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และการแสดงเจตจำนงที่จะยึดครองกรีนแลนด์
(Photo by Mandel NGAN / AFP)



