ข่าวกรองสหรัฐฯ วิเคราะห์ปฏิกริยา ‘อิหร่าน’ จะตอบโต้อย่างไรหากทรัมป์ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวในสงคราม

29 เม.ย. 2569 - 14:25

  • หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ กำลังพิจารณาถึงปฏิกิริยาที่อิหร่านอาจตอบโต้ต่อการที่ทรัมป์ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวในสงครามที่ดำเนินมา 2 เดือนแล้ว

  • ทางเลือกทางการทหารยังคงมีอยู่ แต่เจ้าหน้าที่มองว่าการยกระดับความขัดแย้งในวงกว้างมีโอกาสน้อยลง

  • แรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสงครามยังคงไม่เป็นที่นิยม

ข่าวกรองสหรัฐฯ วิเคราะห์ปฏิกริยา ‘อิหร่าน’ จะตอบโต้อย่างไรหากทรัมป์ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวในสงคราม

หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ กำลังศึกษาว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัยชนะฝ่ายเดียวในสงครามที่ดำเนินมา 2 เดือนแล้ว ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและกลายเป็นภาระทางการเมืองสำหรับสหรัฐฯ  

แหล่งข่าวระบุว่า “หน่วยงานข่าวกรองกำลังวิเคราะห์คำถามนี้พร้อมกับคำถามอื่นๆ โดยเป้าหมายคือการทำความเข้าใจผลกระทบของการที่ทรัมป์อาจถอนตัวออกจากความขัดแย้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาบางคนกังวลว่าอาจส่งผลให้พรรครีพับลิกันสูญเสียคะแนนอย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้” 

แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ และทรัมป์อาจเพิ่มปฏิบัติการทางทหารขึ้นอีกครั้งได้ง่ายๆ แต่การลดระดับความตึงเครียดอย่างรวดเร็วอาจช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ แม้ว่าอาจทำให้อิหร่านฮึกเหิมขึ้น ซึ่งอาจสร้างโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธขึ้นใหม่ และคุกคามพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้ในที่สุด 

แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อบอกว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าหน่วยข่าวกรองจะทำงานเสร็จสิ้นเมื่อใด แต่ก่อนหน้านี้ได้วิเคราะห์ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นของผู้นำอิหร่านต่อการประกาศชัยชนะของสหรัฐฯ แล้ว” 

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งกล่าวว่า “ในช่วงหลายวันหลังจากการโจมตีทางอากาศครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ หน่วยข่าวกรองประเมินว่า หากทรัมป์ประกาศชัยชนะและสหรัฐฯ ถอนกำลังทหารในภูมิภาค อิหร่านน่าจะมองว่าเป็นชัยชนะเช่นกัน” 

“หากทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะ แต่ยังคงรักษากองกำลังจำนวนมากไว้ อิหร่านน่าจะมองว่าเป็นกลยุทธ์การเจรจาต่อรอง แต่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่การยุติสงครามอย่างแน่นอน” 

แหล่งข่าวระบุ 

ลิซ ไลออนส์ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ของสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) กล่าวในแถลงการณ์หลังจากการเผยแพร่เรื่องนี้ว่า “CIA ไม่คุ้นเคยกับการประเมินของหน่วยข่าวกรองที่รายงานมา” ขณะที่ แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า “สหรัฐฯ ยังคงเจรจากับอิหร่านอยู่ และจะไม่ ‘รีบร้อนทำข้อตกลงที่ผิดพลาด’...ประธานาธิบดีจะทำข้อตกลงเฉพาะที่คำนึงถึงความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก และท่านได้กล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้” 

ผลสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่าสงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวอเมริกัน โดยมีเพียง 26% ของผู้ตอบแบบสอบถามในการสำรวจของ Reuters/Ipsos poll ‌ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งบอกว่า “ปฏิบัติการทางทหารคุ้มค่ากับต้นทุน” และมีเพียง 25% เท่านั้นที่บอกว่า “สงครามครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ ปลอดภัยขึ้น” 

20 วันหลังจากที่ทรัมป์ประกาศหยุดยิง ความพยายามทางการทูตอย่างเร่งด่วนก็ล้มเหลวในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบนี้ด้วยการโจมตีเรือและวางทุ่นระเบิดในเส้นทางน้ำแคบๆ 

การปิดกั้นการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกและราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ สูงขึ้น ความสามารถของอิหร่านในการขัดขวางการค้าทำให้มีอำนาจต่อรองอย่างมากต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร 

การตัดสินใจลดกำลังทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการยกเลิกการปิดล้อมร่วมกัน จะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงในที่สุด แต่จนถึงขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะยังห่างไกลจากข้อตกลงใดๆ 

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า “อิหร่านได้ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่ เพื่อขุดค้นเครื่องยิงจรวด กระสุน โดรน และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ถูกฝังกลบจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของความขัดแย้ง” 

  (Photo by AFP)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์