กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ขอให้ส่งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘ดาร์กอีเกิล’ (Dark Eagle hypersonic missile) ที่ถูกเลื่อนมาหลายครั้ง ไปยังตะวันออกกลางเพื่อใช้โจมตีอิหร่าน โดยทางกองบัญชาการต้องการระบบที่มีระยะทำการไกลขึ้นเพื่อโจมตีฐานยิงขีปนาวุธที่อยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่ด้านในของประเทศเป้าหมาย
หากได้รับการอนุมัติ นี่จะเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จะประจำการขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดการมาก และยังไม่ได้ถูกประกาศว่าพร้อมใช้งานอย่างเต็มที่ แม้ในขณะที่รัสเซียและจีนได้ปล่อยขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของตนออกใช้งานไปแล้ว
แหล่งข่าวระบุว่า “อิหร่านได้เคลื่อนย้ายฐานยิงขีปนาวุธออกไปออกไปเกินระยะยิงของขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (Precision Strike Missile / PrSM) ซึ่งเป็นอาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลกว่า 300 ไมล์ (ราว 482 กิโลเมตร)”
การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน แต่คำขอให้ส่งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงนี้ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีเพิ่มเติมหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจที่จะดำเนินการต่อไป
“ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาในการเสริมกำลังและวางแผน...การสู้รบในอนาคตอาจรุนแรงยิ่งกว่าเดิม”
— เบคก้า วาสเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายกลาโหมและความมั่นคงระหว่างประเทศจาก Bloomberg Economics กล่าว
หากได้รับการอนุมัติ การตัดสินใจนี้จะส่งสัญญาณไปยังรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นคู่ปรับทางยุทธศาสตร์ว่า สหรัฐฯ สามารถเทียบเท่าขีดความสามารถที่ทั้งสองประเทศเชี่ยวชาญมานานแล้วได้ในที่สุด
ขีปนาวุธ ‘ดาร์กอีเกิล’ หรือที่รู้จักกันในชื่อขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงระยะไกล (Long-Range Hypersonic Weapon / LRHW) มีระยะทำการมากกว่า 1,725 ไมล์ (ราว 2,776 กิโลเมตร) แม้ขีดความสามารถที่แท้จริงจะถูกเก็บเป็นความลับ แต่ขีปนาวุธดังกล่าวยังถูกออกแบบให้ร่อนตัวไปยังเป้าหมายด้วยความเร็วเกินกว่า 5 เท่าของความเร็วเสียง และสามารถปรับทิศทางเพื่อหลบหลีกการสกัดกั้นได้
“ขีปนาวุธชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงของจีนหรือรัสเซีย ซึ่งขีปนาวุธแต่ละลูกผลิตโดยบริษัท ‘Lockheed Martin’ ราคาประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 490 ล้านบาท) และผลิตออกมาจริงในตอนนี้มีแค่ไม่เกิน 8 ลูกเท่านั้น”
— แหล่งข่าวระบุ
สำนักงานบัญชีกลางของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Accountability Office) ระบุว่า “ขีปนาวุธแต่ละชุดจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.85 หมื่นล้านบาท)
สหรัฐฯ ได้ถ่ายโอนขีปนาวุธร่อนล่องหน ‘JASSM-ER’ ส่วนใหญ่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน ไปยังปฏิบัติการในอิหร่านแล้ว โดยตลอดช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา มีการยิงขีปนาวุธดังกล่าวไปแล้วประมาณ 1,100 ลูก
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ระบุว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าทางอากาศในบางพื้นที่ของอิหร่าน นั่นหมายความว่าเครื่องบินของสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามมากนัก แต่อากาศยานไร้คนขับ ‘MQ-9’ หลายสิบลำ รวมถึงเครื่องบินขับไล่ที่มีนักบินอีกหลายลำ ถูกยิงตก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน่านฟ้าส่วนอื่นๆ ของอิหร่านยังคงอันตรายอยู่
(Photo by CPL Bill Solomou / ADF / AFP)





