ประชาธิปไตยไว้ก่อน! ทรัมป์พลิกนโยบายต่างประเทศสุดขั้ว เดินเกมเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา หวังแลกดีลทุบแก๊งคอลฯ

9 ต.ค. 2569 - 12:04

  • รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศด้วยการเริ่มเปิดฉากเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา

  • สถานการณ์ดังกล่าวเป็นการพลิกฟื้นความสัมพันธ์หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารเมียนมามาโดยตลอดนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021

  • การเจรจาในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามและปิดศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงออนไลน์ในเมียนมาที่สร้างความเสียหายให้แก่ชาวอเมริกัน และอาจนำไปสู่การทูตที่กว้างขวางขึ้นในอนาคต รวมถึงการเจรจาเกี่ยวกับแหล่งแร่โลหะหายากด้วย

ประชาธิปไตยไว้ก่อน! ทรัมป์พลิกนโยบายต่างประเทศสุดขั้ว เดินเกมเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา หวังแลกดีลทุบแก๊งคอลฯ

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศสุดขั้วด้วยการเริ่มเปิดฉากเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นความสัมพันธ์หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโดดเดี่ยวกลุ่มผู้นำทหารมาโดยตลอดนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 

การเจรจาในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามและปิดศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงออนไลน์ในเมียนมาที่สร้างความเสียหายให้แก่ชาวอเมริกัน โดยมี ไมเคิล แวนซ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายข่าวกรองและการวิจัย เป็นแกนนำคนสำคัญในการดำเนินนโยบายเชิงรุกครั้งนี้  

ทว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจนำไปสู่การทูตที่กว้างขวางขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงการเจรจาเกี่ยวกับแหล่งแร่โลหะหายาก (Rare-earth minerals) อันอุดมสมบูรณ์ของเมียนมาด้วยเช่นกัน 

การเดินทางเยือนเมืองหลวงเนปยีดอเมื่อวันที่ 15-16 กันยายนที่ผ่านมาของแวนซ์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจากับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารที่ผันตัวมาเป็นประธานาธิบดีเมียนมา ถือเป็นการติดต่อประสานงานระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร 

การพบปะกันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและประกันอิสรภาพให้แก่ อดัม คัสติลโล นักธุรกิจชาวอเมริกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดทางไปสู่การสานสัมพันธ์ที่ขยายวงกว้างขึ้นในอนาคตด้วย  

การประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว ถือเป็นการติดต่อประสานงานในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเป็นต้นมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศในภาพรวมของรัฐบาลทรัมป์ ที่หันเหจาก ‘การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย’ ไปสู่ ‘การทูตแบบเน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทน’ (Transactional Engagement) แทน  

บทบาทของแวนซ์ต่อนโยบายเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรากฏตัวของเขาในครั้งนี้ ถือเป็นข้อมูลที่ไม่เคยมีรายงานเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อนหน้านี้เลย แม้ว่าเขาจะเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและรับรองให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดฝ่ายข่าวกรองของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็ตาม 

แม้ว่า มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะยังคงอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงจากเหตุสังหารหมู่และขับไล่ชาวโรฮิงญาในช่วงปี 2016-2017 ซึ่งต่อมา รัฐบาลโจ ไบเดน ตราหน้าว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ในปี 2022 ขณะที่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาก็เพิ่งจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มตลาดในรัฐยะไข่จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 รายหลังจากที่แวนซ์ไปเยือนเมียนมาได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ 

“สหรัฐฯ จำเป็นต้องติดต่อกับทุกกลุ่มในเมียนมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเพิกเฉย แต่เราต้องจัดการกับมัน” ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาชี้แจง 

เป้าหมายหลักในการผลักดันของสหรัฐฯ คือ

“การได้รับความร่วมมือจากเมียนมาในการปิดศูนย์กลางแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงออนไลน์ที่ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทำกลโกงหลอกให้รัก (Romance Scam) และรูปแบบอื่น ๆ จนต้มตุ๋นเงินจากชาวอเมริกันไปได้หลายพันล้านดอลลาร์” 

“สำนักงานสอบสวนกลางหรือ FBI ได้ติดต่อโดยตรงกับทางการเมียนมาเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงทางไซเบอร์เหล่านี้แล้ว” แหล่งข่าวสองรายระบุ ทว่ากลุ่มนักวิจัยกลับชี้ว่า “ศูนย์หลอกลวงหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธที่มีผลประโยชน์บางส่วนไหลไปถึงกองทัพ จึงทำให้เกิดความกังขาว่าผู้นำเมียนมาจะมีความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายจริงหรือไม่”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังได้หารือถึงการเข้าถึงแหล่งแร่โลหะหายากชนิดหนัก (Heavy Rare Earths) จำนวนมหาศาลของเมียนมาที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม แต่ก็ยอมรับว่ามีอุปสรรคสำคัญเนื่องจากแหล่งแร่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่กำลังสู้รบกับรัฐบาลทหาร 

อีกทั้งจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าหลักในปัจจุบันอาจมองว่า “บทบาทของสหรัฐฯ เป็นการท้าทายอำนาจ” ถึงกระนั้น ในระหว่างที่สหรัฐฯ กำลังพยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศจีน แหล่งแร่สะสมในเมียนมาจึงยังคงเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่องในการเจรจา  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์