ผู้นำของเยอรมนี แคนาดา และนอร์เวย์วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อพยายามบรรเทาแรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่เกิดจากสงครามอิหร่าน
ปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งอนุญาตให้ประเทศต่างๆ ซื้อน้ำมันรัสเซียบนเรือบรรทุกที่ติดค้างอยู่กลางทะเลเป็นเวลา 30 วัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวจุดประกายความกังวลในหมู่พันธมิตรของยูเครนว่า “รัสเซียจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และใช้เงินทุนส่วนเกินนั้นไปทำสงครามกับยูเครน”
“การเคลื่อนไหวใดๆ เพื่อผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียนั้นเป็น ‘ความผิดพลาด’ ขณะนี้มีปัญหาเรื่องราคา แต่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอุปทาน และในส่วนนี้ ผมอยากทราบว่ามีปัจจัยอื่นใดที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจเช่นนี้...เราจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียต่อไป และจะไม่ยอมให้สงครามในอิหร่านมาขัดขวาง หรือเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องนี้”
— นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมอร์ซ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.)
ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา กล่าวว่า “จุดยืนของแคนาดาคือการคงมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย รวมถึงกองเรือลับที่กำลังขนส่งน้ำมันนี้ด้วย”
ทั้งคาร์นีย์และเมอร์ซกล่าวว่าผู้นำกลุ่ม G7 จะพยายามโน้มน้าวให้ทรัมป์เชื่อว่าขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะเสริมสร้างมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้เข้มงวดขึ้น แม้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะบอกว่าเป็น ‘มาตรการระยะสั้น’ และไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเงินแก่รัฐบาลรัสเซียก็ตาม
ด้าน โจนาส กาห์ร สเตอเร นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ แสดงความสงสัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวนี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า “สัญญาณที่สำคัญที่สุดที่เราส่งถึงรัสเซียได้คือ ‘สงครามนี้ต้องจบลง’”
นอกจากนี้ แคทเธอรีนา ไรเช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนี ก็แสดงความกังวลว่า “การอนุญาตชั่วคราวของสหรัฐฯ สำหรับการซื้อขายน้ำมันรัสเซีย จะช่วยให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน มีเงินทุนสำหรับทำสงครามกับยูเครน”
“สหรัฐฯ ประกาศเจตนารมณ์ที่จะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร โดยจำกัดเฉพาะปริมาณที่กำหนดไว้ ดูเหมือนว่าแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐฯ จะสูงมาก ฉันกังวลว่าเราอาจเผลอไปช่วยเติมเงินในคลังของปูตินเพื่อให้เขาเอาไปทำสงคราม”
— ไรเช กล่าว
(Photo by JOHN MACDOUGALL / AFP)





