องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน ‘วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร’ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย และเป็นมรดกโลกแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้ หลังได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของยูเนสโกมาตั้งแต่ปี 2012
เนื่องจากตั้งอยู่ในเส้นทางการค้าทางทะเลโบราณ วัดแห่งนี้จึงได้รับอิทธิพลทางศาสนาและสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ทั้งพราหมณ์-ฮินดู รวมถึงพุทธนิกายมหายานและเถรวาท ซึ่งหลั่งไหลมาจากทั้งอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา และเมียนมา
วัฒนธรรมที่หลากหลายเหล่านี้ได้หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งปลูกสร้าง พิธีกรรม และประเพณีภายในวัด ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นทางศิลปะของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนี้เอง ได้ส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางและยาวนานไปทั่วประเทศไทยรวมถึงทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเพณีทางศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของวัดแห่งนี้ ได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 1,500 ปี โดยมีวัฒนธรรมสำคัญอย่างการบันทึกตำนานเมืองนครศรีธรรมราช, ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุประจำปี, และศิลปะการแสดงรำโนรา
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตามเกณฑ์วัฒนธรรม 2 ข้อของยูเนสโก ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 ในฐานะศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สำคัญในภูมิภาค และเกณฑ์ข้อที่ 6 ในฐานะสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
คณะกรรมการมรดกโลกยังยอมรับด้วยว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของการผสมผสานทางวัฒนธรรม ที่หลอมรวมเอาทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระพุทธศาสนานิกายมหายาน และนิกายเถรวาทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว”
การประกาศขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ได้สร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งให้แก่ชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และความประณีตทางศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษ ซึ่งประจักษ์ชัดอยู่ ณ ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
(Photo by Shutterstock / WeStudio)





