ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัม์ ของสหรัฐฯ เผยว่า กำลังพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับอิหร่าน โดยเตือนว่า อิหร่านต้องเผชิญกับ “ทางเลือกที่ง่ายหรือทางเลือกที่ยาก” ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังคงเปิดทางเลือกทางทหารไว้ท่ามกลางการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง
ทรัมป์เผยกับผู้สื่อข่าวว่า “เรามีเรื่องที่ผมจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอิหร่าน อิหร่านบอบช้ำอย่างหนักมาแล้ว ดังนั้นคำถามเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ มันจะเป็นไปในทางที่ง่าย หรือทางที่ยาก”
ทรัมป์ยังบอกอีกว่า อิหร่านกำลัง “ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง” ที่จะแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมทั้งย้ำจุดยืนว่าจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธดังกล่าว
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้รายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่อาจรวมอยู่ใน “ทางเลือกที่แข็งกร้าว” โดยระบุว่า เพนตากอนกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงมี “ทุกทางเลือกที่จำเป็นพร้อมไว้บนโต๊ะ” หากอิหร่านไม่ยกเลิกโครงการนิวเคลียร์
“อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด” เฮกเซธกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า ทรัมป์มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสกัดกั้นไม่ให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น
เฮกเซธไม่ยืนยันว่าเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (USS Theodore Roosevelt) ที่ออกเดินทางจากซานดิเอโกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถูกส่งไปตะวันออกกลางหรือไม่ เพียงแต่บอกว่า หน้าที่ของเขาคือ การมอบ “ขอบเขตในการตัดสินใจ” ที่กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้กับทรัมป์
นอกจากการเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์แล้ว ยังมีการประชุมลับของทีมงานด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แคมป์เดวิด ในรัฐแมริแลนด์เมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) โดยทีรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เป็นประธานการประชุม
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 รายเปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ว่า มีการหารือเกี่ยวกับอิหร่านและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮูตีในเยเมนระหว่างการประชุมซึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง แต่ทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยว่ามีการตัดสินใจประการใดหรือไม่
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ทรัมป์ตัดสินใจจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แต่โดยรวมแล้ว พัฒนาการเหล่านี้จะทำให้สหรัฐฯ มีศักยภาพทางทหารมากขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังไม่คืบหน้ามากนัก
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศที่แคมป์เดวิดเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันก่อนที่อิสราเอลจะเริ่มทำสงครามกับอิหร่าน โดยมีเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิมหลายคนเข้าร่วมในการประชุมครั้งนั้นด้วย แม้ความคล้ายคลึงกันนี้จะไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก็ทำให้การประชุมเมื่อวันศุกร์มีความสำคัญและถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น
Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP





