ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ว่า “ยิ่งราคาน้ำมันสูงขึ้น สหรัฐฯ ยิ่งได้กำไรมหาศาล” ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่านต่อต้นทุนพลังงาน
“สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เราก็จะได้เงินจำนวนมาก แต่สิ่งที่ผมสนใจและสำคัญกว่ามากในฐานะประธานาธิบดี คือ ‘การหยุดยั้งจักรวรรดิชั่วร้ายอย่างอิหร่าน’ จากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทำลายตะวันออกกลาง รวมถึงโลกใบนี้ ผมจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด!”
— ทรัมป์โพสต์บน Truth Social
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากล ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4.7% อยู่ที่ประมาณ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 8.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเช้าวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) หลังจากที่แตะระดับ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 12 วันก่อน
เมื่อเย็นวันพุธ (11 มี.ค.) ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ช่องทางน้ำแคบๆ ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ‘ยังดีอยู่’ แม้ว่าจะถูกปิดมาตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งเมื่อต้นเดือนนี้ก็ตาม”
“สถานการณ์ในช่องแคบยังควบคุมได้ เราทำลายเรือของพวกเขา (อิหร่าน) ไปหมดแล้ว พวกเขามีขีปนาวุธอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ผมคิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก…”
— ทรัมป์ กล่าว
ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะโดยสำนักข่าว Reuters และสถาบันวิจัย Ipsos ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ยังแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับราคาน้ำมันในหมู่ชาวอเมริกัน
- 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า “ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นในปีหน้า”
- 11% บอกว่า “ราคาจะถูกลง”
- 12% บอกว่า “ราคาจะคงที่”
“ชาวอเมริกันน่าจะรู้สึก ‘เจ็บปวดในระยะสั้น’ จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เรากำลังลดทอนศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามกองกำลังอเมริกันในพื้นที่ พันธมิตร ประเทศเพื่อนบ้าน และตลาดพลังงานโลก ดังนั้น คุณต้องยอมเจ็บปวดในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว” คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN เมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.)
(Photo by Jim WATSON / AFP)





