ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ว่า “กำลังพิจารณาการโจมตีทางทหารแบบจำกัดเพื่อกดดันอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์” แต่จะไม่ถึงขั้นโจมตีเต็มรูปแบบที่อาจก่อให้เกิดการตอบโต้ครั้งใหญ่
“การโจมตีทางทหารแบบจำกัด ซึ่งหากได้รับอนุญาตก็อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน โดยจะมุ่งเป้าไปที่สถานที่ทางทหาร หรือหน่วยงานรัฐบางแห่ง แต่หากอิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของทรัมป์ในการ ‘ยุติ’ การเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ก็จะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการโจมตีอย่างกว้างขวางต่อสถานที่ต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งอาจมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน”
— แหล่งข่าว เผย
เมื่อวันพฤหัสบดีทรัมป์กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี “โลกจะได้รู้ว่าภายในอีกประมาณ 10 วันข้างหน้า ‘สหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หรือจะปฏิบัติการทางทหาร’” แต่เขาก็ยังเปิดโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านอยู่
ทรัมป์เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า “การโจมตีอิหร่านจะ ‘เลวร้ายกว่ามาก’ เมื่อเทียบกับการโจมตีแบบจำกัดต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025”
ขณะที่ อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ที่ผ่านมาว่า “อิหร่านกำลังเตรียม ‘ร่างข้อตกลงที่เป็นไปได้’ และจะส่งมอบให้แก่ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
สหรัฐฯ กำลังเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง ด้วยการส่งเรือรบ ‘USS Gerald R. Ford’ ซึ่งเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคลื่อนไปยังตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้ย้ายฐานเครื่องบินรบ เช่น F-35, F-22 และ F-16 อีก 50 ลำไปยังตะวันออกกลางด้วย
แต่ที่น่ากังวลคือ “ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจนำไปสู่การ ‘หยุดชะงัก’ ของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน เนื่องจากช่องแคบนี้เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าน้ำมันโลก”
ข้อมูลจาก ‘Kpler’ บริษัทที่ปรึกษาระบุว่า “ในปี 2025 มีน้ำมันและคอนเดนเซตก๊าซธรรมชาติมากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบนี้โดยเฉลี่ย ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางทะเลทั่วโลกทั้งหมด และประมาณ 3 ใน 4 ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบนี้ส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้”
(Photo by : MANDEL NGAN / AFP)





