ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งเบรกแผนยกระดับโจมตีทหารอิหร่านเอาไว้ก่อน เนื่องจากกังวลว่าหากสงครามบานปลาย อาจทำให้คลังขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ‘แพทริออต’ (Patriot) ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางที่ร่อยหรออยู่แล้ว ต้องขาดแคลนอย่างหนักจนเข้าขั้นวิกฤต
“ความเสี่ยงต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้นดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้การกลับไปเปิดฉากปฏิบัติการรบครั้งใหญ่กลายเป็นความเสี่ยงสูงมาก รวมถึงความกังวลในเรื่องสงครามขยายวงกว้าง การสูญเสียพันธมิตรสำคัญในแถบอ่าวเปอร์เซียที่เสี่ยงต่อการถูกอิหร่านโจมตีสวนกลับ ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตพลังงาน และวิกฤตผู้ลี้ภัยที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น”
— เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลเปิดเผย
แหล่งข่าววงใน 2 รายเผยว่า ทรัมป์ได้ข้อสรุปเรื่องการพับแผนศึกกับอิหร่าน หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมด่วนกับทีมที่ปรึกษาและคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ (24 ก.ค.) ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยเบื้องหลังการประชุมว่า “รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่ปัญหาคลังขีปนาวุธ 'แพทริออต' และระบบป้องกันภัยทางอากาศของเพนตากอนที่กำลังร่อยหรอลงอย่างหนัก ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ (24 ก.ค.) ที่แล้ว มีทหารอเมริกันในประเทศจอร์แดนเสียชีวิต 3 นาย เนื่องจากมีขีปนาวุธนำวิถีลูกหนึ่งเล็ดลอดระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ เข้ามาได้ ในขณะที่กำลังรับมือกับการโจมตีอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน”
ขณะเดียวกัน พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ก็ได้เตือนว่า “การกลับไปเปิดฉากปฏิบัติการรบครั้งใหญ่กับอิหร่านนั้นสามารถทำได้ แต่จะทำให้คลังขีปนาวุธสกัดกั้นของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Central Command) ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการในตะวันออกกลางต้องลดลงอย่างหนักจนเข้าขั้นวิกฤต”
ด้าน สตีเวน เช็ง ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของทำเนียบขาว แถลงว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงต้องการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูตเป็นหลัก แต่ก็พร้อมใช้ทุกมาตรการตอบโต้ หากอิหร่านยังไม่หยุดกิจกรรมก่อการร้ายในช่องแคบฮอร์มุซหรือโจมตีพันธมิตร” พร้อมทั้งขู่ว่า “หลังจากที่อิหร่านต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักและการโจมตีหลายต่อหลายครั้ง ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดของอิหร่านในตอนนี้คือ ‘การยอมกลับสู่โต๊ะเจรจา’ มิฉะนั้น พวกเขาก็คงรู้ดีว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร”
ที่ผ่านมา ทรัมป์ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กับสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 5 เดือนกับอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่อีกครั้ง ในขณะที่ราคาน้ำมันกำลังพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นอีกในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้หนทางทางการทูตได้ล่มสลายลงแล้ว และการโจมตีอย่างหนักระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถข่มขู่หรือยับยั้งอิหร่านในทางทหารได้เลย
“แทบไม่มีใครในกลุ่มคนสนิทของทรัมป์ที่เห็นดีเห็นงามกับแผนขยายสงครามในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ รายหนึ่งแสดงความไม่มั่นใจว่า การเปิดศึกระลอกใหม่จะช่วยบีบให้อิหร่านยอมกลับมาเจรจาได้จริง”
— แหล่งข่าววงใน เปิดเผย
ในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่รายนี้ชี้ว่า “การไล่ถล่มอิหร่านจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม เพราะมันจะยิ่งทำให้ประชาชนชาวอิหร่านสามัคคีกันต่อต้านสหรัฐฯ และยังเปิดโอกาสให้ผู้นำอิหร่านเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนไปที่ภัยคุกคามจากภายนอกประเทศแทน”
การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีสัญญาณลดความรุนแรงลงเป็นครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์เมื่อวันเสาร์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในภาพรวมยังคงตึงเครียดสูง เนื่องจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระลอกใหม่ในเยเมน ระหว่างกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียและกลุ่มกบฏฮูตีที่ฝักใฝ่อิหร่าน โดยหลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีถล่มอิหร่านติดต่อกันยาวนานถึง 13 คืน แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ก็ไม่ได้ประกาศเปิดฉากโจมตีทางอากาศเพิ่มเติมแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่เพนตากอนและผู้บัญชาการทหารของสหรัฐฯ หลายรายเปิดเผยในช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่า “ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะอนุมัติแผนการโจมตีทางอากาศระลอกแรก เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน ทั้งระบบเรดาร์ชายฝั่ง แท่นยิงขีปนาวุธ และฝูงเรือรบขนาดเล็กของอิหร่าน รวมถึงฐานทัพอื่นๆ ที่เพนตากอนระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพนตากอนได้เร่งส่งกำลังพล อาวุธ และเสบียงเพิ่มเติมไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงคราม นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ชิงโจมตีทำลายสะพานรถไฟหลายแห่งเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของกองทัพอิหร่านลงสู่ชายฝั่งตอนใต้ แม้ว่าสะพานเหล่านั้นจะมีพลเรือนใช้งานอยู่ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายวงโจมตีไปยังเป้าหมายสำคัญอื่นๆ เช่น โรงงานพลังงาน และคลังนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงฐานทัพบริเวณภูเขาพิกแอ็กซ์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ (24 ก.ค.) ที่ผ่านมา ทรัมป์กลับมีท่าทีที่จะยอมพับแผนการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่นี้เอาไว้เป็นการชั่วคราว โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาได้รับฟังและคล้อยตามคำทักท้วงของที่ปรึกษาทางการทหารที่ประเมินว่า ‘คลังยุทโธปกรณ์สำหรับป้องกันกองทัพอเมริกันในจอร์แดน คูเวต บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย’ หลังจากที่ฐานทัพในประเทศเหล่านี้ถูกอิหร่านระดมยิงถล่มอย่างหนักในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
“หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะถูกอิหร่านโจมตีสวนกลับอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม และจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ที่มีอาวุธเหลืออยู่อย่างจำกัด”
— รายงาน ระบุ
(Photo by MANDEL NGAN / AFP)





