ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ครั้งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า รอยฟกช้ำที่มือของเขาเกิดจากการรับประทานยาแอสไพรินมากเกินกว่าที่แพทย์แนะนำ ซึ่งเป็นนิสัยที่เขาอ้างว่าทำมาตลอด 25 ปีแล้ว
ทรัมป์ในวัย 79 ปี เผยว่า เขารู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจไปเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพที่ศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์รีดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพราะมันทำให้ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เขามี ‘ข้ออ้าง’ ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของเขา
“ผมคิดว่า มันคงจะดีกว่านี้ถ้าผมไม่ไปตรวจ เพราะความจริงที่ว่าผมเข้ารับการตรวจนั้นทำให้เกิดคำถามว่า ‘โอ้ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?’...แต่มันก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เราพูดถึงเรื่องสุขภาพเป็นครั้งที่ 25 แล้วนะ...”
— ทรัมป์ กล่าว
ตลอดปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของทรัมป์ มีการคาดเดาเกี่ยวกับสภาพร่างกายของเขาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งชนวนหลักเกิดขึ้นหลังจากมีภาพรอยฟกช้ำสีเข้มบนมือของเขา ขณะที่ทำเนียบขาวเองก็ออกมาแถลงการณ์ว่า “เกิดจากการจับมืออย่างแรง รวมถึงการรับประทานยาแอสไพรินเท่านั้น”
“แอสไพรินช่วยทำให้เลือดเจือจางลง และผมไม่อยากให้เลือดข้นไหลเวียนในหัวใจของผม เข้าใจกันไหม?”
— ทรัมป์ กล่าว
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกอีกว่า ผิวหนังของเขาค่อนข้างบอบบาง โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่ แพม บอนดิ อัยการสูงสุดสหรัฐฯ คนปัจจุบันได้ทำให้มือของเขาเลือดออกเล็กน้อยจากการที่แหวนของเธอไปโดนมือเขาที่งานประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024
“แหวนโดนหลังมือของผม และใช่ มันมีแผลเล็กน้อย จากนั้น ผมก็ใช้เครื่องสำอางโปะทับเพื่อปกปิดบาดแผลและรอยฟกช้ำ”
— ทรัมป์ บอก
ไม่เพียงแค่ประเด็นมือฟกช้ำเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่ทรัมป์ดูเหมือนจะ ‘งีบหลับ’ ในที่ประชุม ก็ถูกหยิบยกมาพูดถึงด้วย “บางทีพวกเขาอาจจะถ่ายรูปผมตอนที่ผมกระพริบตาก็ได้” ทรัมป์กล่าวถึงภาพของเขาที่ดูเหมือนกำลังหลับตาอยู่
อย่างไรก็ดี รายงานอย่างเป็นทางการจากนายแพทย์ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำทำเนียบขาว ระบุว่า “ทรัมป์มีสุขภาพ ‘ดีเยี่ยม’” แม้ว่าทรัมป์จะเป็นคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แต่เขาก็หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอื่นๆ นอกจากการเล่นกอล์ฟ “ผมไม่ชอบการเดินบนลู่วิ่ง หรือวิ่งบนลู่วิ่งเป็นชั่วโมงๆ มันน่าเบื่อ มันไม่ใช่แนวผม” ทรัมป์ บอก
ทั้งนี้ หากทรัมป์ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ เขาจะออกจากตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีที่อายุมากที่สุด ซึ่งมากกว่าสถิติของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2025



