เมื่อนโยบาย ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำลายระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ทำให้ทั้งมิตรและศัตรูต่างตกอยู่ในภาวะสับสน
ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปี 2026 ได้เพียงไม่กี่วัน ทรัมป์ก็สร้างความตกตะลึงแก่ชาวโลกด้วยการสั่งปฏิบัติการทางทหารบุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ในข้อหาก่อการร้าย-ยาเสพติด ขณะเดียวกันก็ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปบริหารเวเนซุเอลาและดูแลกิจการน้ำมันจนกว่าจะมั่นใจว่าประเทศอเมริกาใต้แห่งนี้จะมี ‘การเปลี่ยนผ่านที่ปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ’
ไม่เพียงเท่านั้น แต่ทรัมป์ยังเข้ามาแทรกแซงความวุ่นวายจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และขู่จะโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลไม่หยุดสังหารผู้ประท้วง จนหลายประเทศในตะวันออกกลางออกมาเตือนว่า “หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านทางอากาศ ก็อาจเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ไปทั่วตะวันออกกลาง” และจนขณะนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายลงแต่อย่างใด
จากนั้นไม่นาน ทรัมป์ก็แสดงความต้องการครอบครอง ‘กรีนแลนด์’ ดินแดนปกครองตัวเองของเดนมาร์กอีกครั้ง และกล่าวย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ยังไงสหรัฐฯ ก็จะต้องได้กรีนแลนด์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ซึ่งสร้างความวิตกกังวลแก่พันธมิตร NATO เป็นอย่างมาก จนหลายชาติต่างส่งกำลังทหารไปกรีนแลนด์เพื่อเตรียมการซ้อมรบ
การเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ก้าวร้าวและถ้อยคำที่ร้อนแรงเพียงไม่กี่วันก่อนครบรอบ 1 ปีของการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ซึ่งดูเหมือนว่าทรัมป์ได้ ‘ทำลาย’ ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้ช่วยสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายพื้นที่ทั่วโลกตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย ทั้งมิตรและศัตรูต่างพยายามปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป หลายคนไม่แน่ใจว่าทรัมป์จะทำอะไรต่อไป และการเปลี่ยนแปลงล่าสุดนี้จะคงอยู่ยาวนานหรือไม่ หรือจะสามารถแก้ไขได้โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอนาคตที่มีแนวคิดแบบดั้งเดิมมากกว่าหรือไม่...?
“ทุกคนคาดหวังว่าทรัมป์จะกลับมาดำรงตำแหน่งด้วยท่าทีแข็งกร้าว แต่การทำลายเสาหลักที่ค้ำจุนเสถียรภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศมาอย่างยาวนานนั้น กำลังเกิดขึ้นในอัตราที่น่าตกใจและสร้างความเสียหายอย่างมาก”
— เบรตต์ บรูเอน อดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศในรัฐบาลโอบามาและปัจจุบันเป็นหัวหน้าบริษัทที่ปรึกษา ‘Global Situation Room’ กล่าว
เมื่อ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ กำลังบ่อนทำลาย ‘ระเบียบโลก’...

แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างยังไม่ชัดเจน แต่ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการใช้อำนาจดิบเถื่อนของอเมริกา ดังเช่นการทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 และการโจมตีเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026
ทรัมป์กำลังฟื้นฟูสิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่ ‘ปฏิเสธ’ มานานแล้วว่าเป็นมุมมองโลกที่ล้าสมัย นั่นคือ ‘เขตอิทธิพลที่มหาอำนาจต่างๆ ได้กำหนดขึ้น’ ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากหลักการ ‘มอนโร’ ในศตวรรษที่ 19 ที่ให้ความสำคัญกับอำนาจสูงสุดของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก โดยที่ทรัมป์ได้นำมาใช้และปรับปรุงใหม่เป็น ‘หลักการดอนโร’
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แม้การฟื้นคืนชีพของหลักการนี้อาจทำให้พันธมิตรบางส่วนของสหรัฐฯ รู้สึก ‘ไม่สบายใจ’ แต่ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อรัสเซียที่กำลังทำสงครามในยูเครน และจีนที่เล็งไต้หวันมานานแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงคือ ‘ระบบระหว่างประเทศ’ ที่ก่อตัวขึ้นในช่วง 8 ทศวรรษที่ผ่านมาภายใต้อำนาจสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการค้าเสรี หลักนิติธรรม และการเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ช่วยป้องกันความขัดแย้งทั่วโลกได้
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า “นโยบายที่ทรัมป์กำลังดำเนินการอยู่ รวมถึงการให้ความสำคัญอย่างมากกับทวีปอเมริกา การแสดงแสนยานุภาพทางทหาร การปราบปรามชายแดน และการใช้มาตรการภาษีอย่างกว้างขวาง เป็นไปตามแผนที่ทรัมป์ได้หาเสียงเอาไว้ และโลกต้องปรับตัวตาม”
แต่ประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ของเยอรมนี มองว่า “พฤติกรรมของสหรัฐฯ แสดงถึงการแตกหักทางประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีการเสื่อมถอยของค่านิยมโดยพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเราอย่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ช่วยสร้างระเบียบโลกนี้ไว้” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั่วโลกอย่าปล่อยให้ระเบียบโลกแตกสลายกลายเป็น ‘รังโจร’ ที่คนไร้ศีลธรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบ
โลกกำลังก้าวถอยกลับไปสู่ ‘กฎแห่งป่า’!!!

อิสึโนริ โอโนเดระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มองว่า “ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างของ ‘การเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ด้วยการใช้กำลัง’ อย่างชัดเจน”
ขณะที่ คิม จุน-ฮยอง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคปฏิรูปเกาหลี กล่าวว่า “การกระทำของทรัมป์ในเวเนซุเอลาเป็นเหมือนการเปิดกล่องแพนดอราที่ชาติมหาอำนาจสามารถใช้กำลังกับผู้ที่อ่อนแอกว่าได้”
ส่วน ชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น บอกกับ Reuters ว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำของทรัมป์ในเวเนซุเอลา“มันเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนโลก...การที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับซีกโลกตะวันตกมากขึ้นนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่า ‘ยุโรป พวกคุณต้องพึ่งตัวเองหรือไม่’”
อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่ารัฐบาลพันธมิตรส่วนใหญ่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเวเนซุเอลาอย่างเงียบๆ เนื่องจากไม่ต้องการสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ “การตำหนิทรัมป์ต่อหน้าสาธารณชนไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น” เจ้าหน้าที่อังกฤษรายหนึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าว
“อำนาจของผมในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดนั้นถูกจำกัดด้วย ‘ศีลธรรมของผมเอง’ เท่านั้น ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ”
— ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับ New York Times
นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ผู้เล่นหลักในภูมิภาคอย่าง ‘บราซิล’ อาจถูกผลักให้เข้าใกล้จีนมากขึ้นเพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากทรัมป์ แต่สิ่งที่สร้างความไม่สบายใจให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ มากที่สุดคือ ‘การที่ทรัมป์มุ่งเน้นไปที่น้ำมันของเวเนซุเอลาว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญในการโค่นล้มมาดูโร’ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่า “การใช้อำนาจของสหรัฐฯ โดยไม่คำนึงถึงบรรทัดฐานระหว่างประเทศ อาจทำให้จีนและรัสเซียกล้าใช้มาตรการบีบบังคับกับเพื่อนบ้านตัวเองหนักขึ้น”
สำหรับมุมมองที่แพร่หลายในรัสเซีย มีการคาดการณ์ว่า “การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ รวมถึงการจับตัวมาดูโรในข้อหาค้ายาเสพติดนั้น ‘เป็นเพียงเกมอำนาจล้วนๆ’” “การที่ทรัมป์ ‘ขโมย’ ประธานาธิบดีของอีกประเทศหนึ่งมา แสดงให้เห็นว่าโดยพื้นฐานแล้ว ‘ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ มีแค่กฎการใช้กำลัง’แต่รัสเซียรู้เรื่องนี้มานานแล้ว” เซอร์เกย์ มาร์คอฟ อดีตที่ปรึกษาสภาเครมลินบอกกับ Reuters
ศตวรรษที่ 21 กับโลกที่ ‘ไร้กฎเกณฑ์’ (?)

การกลับไปใช้ระบบโลกก่อนสงครามโลก ที่ในยุคนั้นรัฐต่างๆ พากันปล้นสะดมและยึดครองดินแดนกันอย่างเปิดเผยโดยไม่รู้สึกผิดกันสักนิด ก็เลวร้ายพออยู่แล้ว แต่ทรัมป์อาจทำให้โลกแย่ยิ่งกว่า จากการใช้กฎเกณฑ์ตามใจตัวเอง
หากโลกยังไร้กฎเกณฑ์จากการทำอะไรตามอำเภอใจของผู้นำโลก ต่อจากนี้ รัฐต่างๆ จะไม่แน่ใจว่ากฎเกณฑ์คืออะไร และไม่รู้ว่าจะหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร จนกว่าจะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนอย่างที่สหรัฐฯ เคยช่วยสร้าง ‘ระเบียบโลก’ ขึ้นมา
ดูเหมือนว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังนำโลกแบบนี้ (ที่ปกครองด้วยการใช้กำลังล้วนๆ) กลับมาอีกครั้ง
แต่ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ได้อธิบายแนวคิดของรัฐบาลกับ CNN ว่า “เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง โลกที่ถูกปกครองด้วยการใช้กำลัง ด้วยอำนาจ นี่คือกฎเหล็กของโลกตั้งแต่เริ่มสร้าง”
การกระทำของรัฐบาลทรัมป์ไม่ใช่แค่การที่รัฐบาลละเมิดกฎหมายเท่านั้น เพราะการแทรกแซงในเวเนซุเอลานั้น ‘เป็นการละเมิดข้อห้ามการใช้กำลัง’ ตามกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน แต่ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กลับละทิ้งแนวคิดเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมายไปโดยสิ้นเชิง
รัฐบาลทรัมป์กำลังกระทำการราวกับว่าการข่มขู่ หรือการใช้กำลังเพียงอย่างเดียวสามารถให้สิทธิทางกฎหมายแก่ตัวเองได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลตามกฎหมาย สหรัฐฯ กำลังใช้การปิดล้อมน้ำมัน ยึดทรัพย์ด้วยการใช้กำลัง ข่มขู่ทางทหารเพื่อบีบเอาสัมปทานทางการเมืองและเศรษฐกิจจากประเทศอื่นๆ การกระทำเหล่านี้เป็นความพยายามที่จะยืนยันว่าอำนาจเพียงอย่างเดียวก็สร้างสิทธิ์ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล
“ชาวอเมริกันกำลังสูญเสียพันธมิตรจากการกระทำที่ไม่ยั้งคิดของทรัมป์ เขากำลังทำให้พันธมิตรถอยตัวออกห่าง”
— เอียน เบรมเมอร์ นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน กล่าว
(Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP)





