ทรัมป์เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี จับตา “5 จุดปะทุ” บนโต๊ะเจรจา ทรัมป์-สี จิ้นผิง

8 พ.ค. 2569 - 10:13

  • ทรัมป์เตรียมเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี

  • การเจรจาครอบคลุมข้อตกลงการค้า ปัญหาอิหร่าน และประเด็นไต้หวัน

  • จีนต้องการขยายการพักรบทางภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ

ทรัมป์เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี  จับตา “5 จุดปะทุ” บนโต๊ะเจรจา ทรัมป์-สี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า นับเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่เยือนกรุงปักกิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจที่ยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน รวมถึงวิกฤตอิหร่านที่กำลังร้อนแรงในตะวันออกกลาง

แม้ก่อนหน้านี้ ทรัมป์จะเคยเลื่อนกำหนดการเยือนจีนออกไปเพราะสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล แต่ล่าสุดทีมล่วงหน้าของสหรัฐฯ เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว ส่งสัญญาณว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแนวโน้มเดินหน้าตามแผน

สงครามการค้าและ “Board of Trade”

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของฝั่งสหรัฐฯ คือการผลักดันให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากอเมริกา โดยเฉพาะเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงาน

วอชิงตันยังเตรียมผลักดันกลไกใหม่ชื่อ “Board of Trade” ซึ่งจะเป็นเวทีร่วมกำหนดว่าสหรัฐฯ ควรส่งออกหรือรับเข้าสินค้าประเภทใดจากจีนในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจอเมริกันยังวิตกว่า ประเด็นสำคัญอย่าง “การเข้าถึงตลาดจีน” อาจถูกลดความสำคัญลง ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

ดีลพักรบภาษี…ที่เริ่มสั่นคลอน

แม้ทรัมป์และสี จิ้นผิง จะเคยตกลง “พักรบภาษี” เป็นเวลา 1 ปี ระหว่างการพบกันที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แต่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มไม่เหมือนเดิม

ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายต่างขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตอบโต้กันอย่างหนัก ขณะที่ศาลสูงสหรัฐฯ เพิ่งมีคำตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ยกเลิกภาษีบางส่วนที่รัฐบาลทรัมป์เคยใช้ โดยเฉพาะมาตรการที่อ้างเรื่องยาเฟนทานิล

แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เดินหน้าเปิดการสอบสวนใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีรอบใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม

ฝั่งจีนเองก็เริ่มตอบโต้ต่อมาตรการคว่ำบาตรจากวอชิงตันมากขึ้น ทำให้หลายฝ่ายมองว่า “ข้อตกลงพักรบ” ครั้งนี้อาจเปราะบางกว่าที่คาด

สหรัฐฯ กดดันจีนเรื่องอิหร่าน

สงครามอิสราเอล-อิหร่าน กลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ปกคลุมการเยือนครั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้จีนใช้อิทธิพลกดดันอิหร่านให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่วอชิงตันจับตาการนำเข้าน้ำมันอิหร่านของจีนอย่างใกล้ชิด

แม้จีนจะได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจากความปั่นป่วนด้านพลังงานได้ทั้งหมด

ศึก “แร่หายาก” ที่โลกกำลังแย่งกัน

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ “แร่หายาก” หรือ Rare Earths ซึ่งจีนยังครองความเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก แร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตทั้งสินค้าเทคโนโลยี อุตสาหกรรมพลังงาน ไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์

สหรัฐฯ ต้องการให้จีนยังคงเปิดทางส่งออกแร่หายากต่อไป เพราะเป็นส่วนสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการผลิตด้านกลาโหมของอเมริกา

ไต้หวัน…ไพ่ต่อรองที่อ่อนไหวที่สุด

ประเด็นไต้หวันยังคงเป็น “เส้นแดง” ที่อ่อนไหวที่สุดในการเจรจาระหว่างสองประเทศ จีนอาจใช้โอกาสนี้กดดันให้สหรัฐฯ ปรับท่าทีต่อไต้หวัน ขณะที่สไตล์การทูตแบบ “ต่อรองผลประโยชน์” ของทรัมป์ ก็ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า วอชิงตันอาจลดระดับการสนับสนุนไต้หวันลง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยพูดว่า ไต้หวันควร “จ่ายเงิน” แลกกับการได้รับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อยในภูมิภาค

การพบกันครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ยังอาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงของโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์