ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะใช้กำลังทหารต่อต้านโอมาน หากร่วมมือกับอิหร่านในการเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ถามความเห็นของทรัมป์เกี่ยวกับประเด็นที่โอมานและอิหร่านจะร่วมกันดูแลการค้าในช่องทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของโลก “คุณจะยอมรับข้อตกลงระยะสั้นที่อนุญาตให้อิหร่านและโอมานควบคุมช่องแคบนี้หรือไม่”
ทรัมป์ตอบกลับด้วยคำขู่ที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจนักว่า “ไม่มีใครหน้าไหนจะได้ควบคุมทั้งนั้น มันเป็นน่านน้ำสากล และโอมานจะต้องทำตัวเหมือนกับคนอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นเราคงต้องระเบิดพวกเขาให้รู้แล้วรู้รอดไป”
แม้ว่าในตอนแรกจะมีการคาดเดาว่าทรัมป์อาจจะพูดผิด โดยตั้งใจจะพูดว่า “อิหร่าน” แทนที่จะเป็น “โอมาน” แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แชร์ความคิดเห็นดังกล่าวลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมแนบบทบันทึกคำพูดที่อ้างถึงประเทศอาหรับดังกล่าวอย่างชัดเจน
สำหรับโอมาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลาง ไม่เคยประกาศว่าต้องการเข้าร่วมกับอิหร่านในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งยังเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ที่ยาวนานกว่า 200 ปี ทั้งสองประเทศมีสนธิสัญญาความร่วมมือหลายฉบับ รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง ข้อตกลงการค้าเสรี และข้อตกลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คำขู่ที่ชัดเจนของทรัมป์เมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการพึ่งพาพลังทางทหารในนโยบายต่างประเทศของเขาที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่บางครั้งถูกเรียกว่า ‘การทูตเรือปืน’ (Gunboat diplomacy)
ทว่า บรรดานักวิจารณ์ต่างออกมาโจมตีคำขู่ดังกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “เป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและไร้ความรับผิดชอบ” โดย เรด จาร์ราร์ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนของกลุ่มสิทธิมนุษยชน DAWN ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ได้เปรียบเทียบคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “ไม่ต่างอะไรกับ ‘หัวหน้าแก๊งมาเฟีย’”
“กฎบัตรสหประชาชาติห้ามไม่ให้มีการขู่ว่าจะใช้กำลังต่อรัฐใด ๆ และข้อห้ามนั้นมีผลผูกพันกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่มีผลผูกพันกับประเทศอื่น ๆ ทุกประเทศ”
“การขู่ว่าจะ ‘ระเบิด’ ประเทศอาหรับ เพียงเพราะน่านน้ำของพวกเขาบังเอิญตั้งอยู่ตามเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สหรัฐฯ ต้องการให้เปิดใช้งานอีกครั้ง เป็นตรรกะที่ไร้กฎหมายแบบเดียวกับที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้ขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และมันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า ข้อตกลงหยุดยิงใด ๆ ก็ตามที่รัฐบาลชุดนี้เป็นผู้ประสานงาน จะคงอยู่ได้จนถึงครั้งต่อไปที่ประธานาธิบดีฟิวส์ขาดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น”
— จาร์ราร์ บอกกับสำนักข่าว Al Jazeera
มีรายงานว่าร่างบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจะให้อิหร่านและโอมานร่วมกันควบคุมดูแลช่องแคบนี้ เนื่องจากพื้นที่บางส่วนของช่องทางเดินเรือนี้ตัดผ่านน่านน้ำอาณาเขตของทั้งอิหร่านและโอมาน แต่รัฐบาลของทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เรื่องที่กุขึ้นมาทั้งสิ้น”
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักสำหรับพลังงานและปุ๋ยเคมีทางการเกษตรของโลก ได้เปิดให้เรือแล่นผ่านได้อย่างเสรีในฐานะน่านน้ำสากลมานานหลายทศวรรษ แต่หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทางรัฐบาลอิหร่านจึงได้สั่งปิดช่องแคบนี้และเริ่มอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยในพื้นที่ดังกล่าว
(Photo by WIN MCNAMEE / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)





