ในปี 2026 กว่า 40 ประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 1.6 พันล้านคน จะมีการจัดการเลือกตั้งระดับชาติ โดยการเลือกตั้งเหล่านี้ รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเลือกตั้งรัฐสภา
ผลการเลือกตั้งเหล่านี้จะส่งผลต่อแนวนโยบายภายในประเทศ กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ และพันธมิตรระดับโลก...SPACEBAR พาไปดูการเลือกตั้งสำคัญๆ ในปีนี้ว่ามีประเทศไหนเป็นที่น่าจับตามองบ้าง...?
เมียนมา / เลือกตั้งทั่วไปเฟส 2-3 / 11 และ 25 มกราคม

เริ่มต้นปีด้วยการเลือกตั้งเมียนมาเฟส 2 และ 3 ที่จัดขึ้นโดยคณะรัฐบาลทหาร ท่ามกลางกระแสชาวโลกที่มองว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเชิงสัญลักษณ์ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารเสียมากกว่า” เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านสำคัญๆ ไม่ได้เข้าร่วมการเลือกตั้งแต่อย่างใด
การลงคะแนนเสียงเฟสแรกเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 ใน 102 เมืองซึ่งมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียงแค่ 52% เท่านั้น และจะดำเนินเลือกตั้งเฟส 2 ต่อไปในวันที่ 11 มกราคม ใน 100 เมือง และเฟส 3 ในวันที่ 25 มกราคม ใน 63 เมือง รวมทั้งหมด 265 เมืองจากทั้งหมด 330 เมือง
ขณะที่สหประชาชาติ และกลุ่มสิทธิมนุษยชน มองว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เสรี ไม่เป็นธรรม และไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากพรรคการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลทหารไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แถมการวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งก็ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอีกด้วย”
ไทย / เลือกตั้งทั่วไป / 8 กุมภาพันธ์

ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว 3 รอบภายในระยะเวลา 2 ปี แต่การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่จะมีการเลือกตั้ง สส. พร้อมกับการทำประชามติในวันเดียวกัน
สำหรับสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ หลักๆ จะเป็นการแข่งขันระหว่างแคนดิเดตจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
“ชาวไทยจะลงคะแนนเสียงท่ามกลางความตึงเครียดตามแนวชายแดน และกระแสชาตินิยมที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจที่หลายคนรู้สึกว่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อีกต่อไป” ผู้สังเกตการณ์ กล่าว
บังกลาเทศ / เลือกตั้งทั่วไป / 12 กุมภาพันธ์

บังกลาเทศจะจัดการเลือกตั้งระดับชาติครั้งแรกนับตั้งแต่การลุกฮือของนักศึกษาที่ ‘ยุติ’ การครองอำนาจ 15 ปีของ เชค ฮาสินา ในปี 2024 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีสิทธิตัดสินใจเกี่ยวกับ ‘กฎบัตรเดือนกรกฎาคม’ ซึ่งเป็นแผนปฏิรูปที่จำกัดอำนาจบริหาร เสริมสร้างอำนาจตุลาการ และปกป้องหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากการแทรกแซงทางการเมือง
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ปกครองบังกลาเทศหลังจากช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสถาบันที่เปราะบางของประเทศจะสามารถต้านทานแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง ความโกรธแค้นของประชาชน และผลประโยชน์ระดับภูมิภาคที่แข่งขันกันได้หรือไม่
แม้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตยตามปกติ โดยเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของนักศึกษาในปี 2024 ที่บีบให้นายกฯ ฮาสินา ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานต้องลี้ภัย ทำให้ มูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ขึ้นมาเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่การล่มสลายของพรรคสันนิบาตอวามีของฮาสินา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพรรคที่มีอิทธิพลอย่างมากในทางการเมืองของบังกลาเทศ ได้ทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ไว้ในสมการทางการเมือง
เนปาล / เลือกตั้งทั่วไป / 5 มีนาคม

การเลือกตั้งที่จะมาถึงของเนปาลได้รับอิทธิพลจากการประท้วงที่นำโดยกลุ่มคนเจน Z เมื่อเดือนกันยายน 2025 ซึ่งโค่นล้มนายกฯ เคพี ชาร์มา โอลี ลงจากตำแหน่งในข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ
นับตั้งแต่การประท้วงครั้งใหญ่ ผู้ประท้วงหลายคนต่างก็รณรงค์ให้มีการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งใหม่แล้วเกือบ 1 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าเยาวชนเนปาลมีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของพวกเขาให้มีอิทธิพลทางการเมืองและช่วยกำหนดอนาคตของประเทศได้
ทั้งนี้พบว่า มีพรรคการเมือง 114 พรรคจากทั้งหมด 143 พรรคที่เข้าร่วมแข่งขันลงสนามเลือกตั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่าเส้นทางสู่การเลือกตั้งในเดือนมีนาคมยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค ภูมิทัศน์ทางการเมืองของเนปาลมีความไม่มั่นคง บอบช้ำจากความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อพรรคการเมืองที่ครองอำนาจอยู่
“ด้วยจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวของคนรุ่น Gen Z เราต้องการคนหน้าใหม่ แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราต้องการความคิดใหม่ๆ”
— ชายวัย 25 ปีคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น
ขณะที่ สุนิตา ทามัง หญิงวัย 40 ปี ซึ่งลงทะเบียนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก เผยว่า “ฉันไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนเลย แต่หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ ฉันก็รู้สึกว่าฉันควรใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเพื่อเลือกผู้นำที่ดี”
ฮังการี / เลือกตั้งรัฐสภา / คาดว่าจะจัดขึ้นในวันที่ 12 เมษายน

การเลือกตั้งของฮังการีในปี 2026 อาจเป็นจุดสิ้นสุดของการครองอำนาจต่อเนื่องยาวนานที่สุดในสหภาพยุโรป ของ วิกเตอร์ ออร์บาน นายกฯ ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซีย ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งครั้งแรกระหว่างปี 1998-2002 และครองอำนาจมาตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2010
สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคฟิเดสซ์ พรรคอนุรักษนิยมฝ่ายขวาของออร์บานจะต้องเจอคู่แข่งคนสำคัญอย่างพรรคทิสซาของ ปีเตอร์ มาจาร์ นับเป็นความท้าทายที่ยากที่สุดตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ดี นโยบายของทั้ง 2 พรรคก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักในประเด็นทางสังคม เช่น สิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ หรือการอพยพ เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่ามาจาร์กำลังเรียกร้องอย่างหนักให้ปรับปรุงกำลังซื้อของชาวฮังการี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเบลเยียมที่ยังคงกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาประเทศหลายล้านยูโรไว้กับการเคารพหลักนิติธรรมรม
ผลการเลือกตั้งจะกำหนดทิศทางทั้งการเมืองภายในประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นตัวตัดสินสมดุลทางการเมืองและท่าทีของฮังการีที่มีต่อสหภาพยุโรปและรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเสถียรภาพของยุโรปและสงครามในยูเครน โดยก่อนหน้านั้น นายกฯ ออร์บานได้ออกมากล่าวหาสหภาพยุโรปว่า ‘เป็นฝ่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน’
รัสเซีย / เลือกตั้งรัฐสภา / คาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนกันยายน

ในปี 2026 รัสเซียจะจัดการเลือกตั้งรายการใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี นั่นก็คือ ‘การเลือกตั้งสภาดูมาแห่งรัฐ’ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องเลือก :
- ผู้ว่าการภูมิภาค (อย่างน้อย 7 เขต รวมถึงเชชเนีย)
- สภานิติบัญญัติภูมิภาค (ใน 39 แคว้น รวมถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มอสโก และเลนินกราด)
- สภาเมืองในเมืองหลวงของภูมิภาค (10 เมือง รวมถึงเมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน เช่น เพิร์มและอูฟา รวมถึงคาลินินกราด)
การเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งได้เริ่มขึ้นแล้ว สภาเครมลินกำลังเข้มงวดกฎหมายการเลือกตั้งและเพิ่มการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่า “การเลือกตั้งในรัสเซียครั้งนี้ยังคงมีความสำคัญทั้งต่อทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้าม”
สำหรับเครมลินแล้ว การเลือกตั้งก็คือเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่สำหรับฝ่ายค้านนั้น พวกเขามองว่ามันเป็นหนึ่งในโอกาสไม่กี่ครั้งที่จะแสดงให้เห็นว่าส่วนสำคัญของสังคมรัสเซียไม่พอใจกับนโยบายภายในและต่างประเทศของรัฐบาล
ชาวรัสเซียจะได้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรัฐสภา แต่คาดว่าผลการเลือกตั้งจะถูกบิดเบือนเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่จะถูกปิดปาก อีกทั้งเสรีภาพของสื่อจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย
บราซิล / เลือกตั้งทั่วไป / 4 ตุลาคม

ในเดือนตุลาคมนี้ ชาวบราซิลจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี สมาชิกสภา และรัฐบาลระดับรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้น และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าอาจมีการเลือกตั้งรอบสองในวันที่ 25 ตุลาคม
หากอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ไม่ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามก่อรัฐประหาร การเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะเป็นการแข่งขันระหว่างโบลโซนาโรกับประธานาธิบดีลูอิส ลูลา ดา ซิลวา ซึ่งแม้จะมีอายุมากแล้วในวัย 79 ปีแต่ลูลาก็ประกาศเจตจำนงที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4
ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าลูลาจะไม่ยอมถอยจากการดำเนินคดีกับโบลโซนาโร ท่าทีดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้รอยร้าวลึกขึ้นเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความกังวลว่าบราซิลกำลังมุ่งหน้าไปสู่ระบบเผด็จการที่ฝ่ายตุลาการรับใช้ฝ่ายบริหาร
อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของบราซิลกับสหรัฐฯ รวมไปถึงการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในประเทศ อีกทั้งยังทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่มีความสำคัญที่สุดในละตินอเมริกาด้วย
อิสราเอล / เลือกตั้งรัฐสภา / กำหนดไว้ในวันที่ 27 ตุลาคม แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิสราเอล กำลังเผชิญกับการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองในปี 2026 แม้ว่ากำหนดเส้นตายทางกฎหมายสำหรับการเลือกตั้งคือวันที่ 27 ตุลาคม แต่เนทันยาฮูอาจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดได้เร็วที่สุดในเดือนมิถุนายน
พรรคลิคุดของเนทันยาฮูกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักทั้งในประเทศเกี่ยวกับความล้มเหลวทางด้านข่าวกรอง รวมถึงการตอบสนองต่อการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และในระดับนานาชาติกับประเด็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา
ฝ่ายค้านกำลังรู้สึกสบายใจขึ้นบ้างจากความจริงที่ว่าพรรคลิคุดดูเหมือนจะขาดที่นั่ง 35 ที่นั่งที่เคยได้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผลสำรวจความคิดเห็นเผยให้เห็นว่า “พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายขวาของเนทันยาฮูจะประสบปัญหาในการคว้าที่นั่ง 61 ที่นั่งในรัฐสภา 120 ที่นั่ง แต่ฝ่ายค้านก็คงจะประสบปัญหาเช่นเดียวกัน”
แต่ผลสำรวจของเว็บไซต์ข่าว ‘Zman Yisrael’ เมื่อเดือนธันวาคมชี้ให้เห็นว่า “เนทันยาฮูได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นหลังจากทำข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน คะแนนนิยมของพรรคลิคุดที่เคยตกต่ำอย่างมากเริ่มดีขึ้น และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากอิหร่านพ่ายแพ้อิสราเอล ซึ่งดูเหมือนว่าพรรคลิคุดจะกลับมาครองที่นั่งในรัฐสภาอีกครั้ง”
สหรัฐฯ /เลือกตั้งกลางเทอม / 3 พฤศจิกายน

ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และที่นั่งในวุฒิสภา 100 ที่นั่ง จะมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะมาถึงในปลายปีนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดการควบคุมรัฐสภาและมีผลกระทบอย่างมากต่อการปกครองในสหรัฐฯ
จากผลสำรวจของ NPR, PBS News, Marist ซึ่งสำรวจผู้ใหญ่ 1,443 คนระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2025 พบว่า :
- พรรคเดโมแครตยังคงมีคะแนนนำมากที่สุดถึง 14 คะแนน นับตั้งแต่ปี 2017 ในคำถามที่ว่า ‘หากการเลือกตั้งกลางเทอมจัดขึ้นในวันนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามจะเลือกใคร?’
- คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ที่เพียง 39% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021
- 6 ใน 10 คน โทษพรรครีพับลิกัน หรือทรัมป์ว่า ‘เป็นสาเหตุของการหยุดทำงานของรัฐบาล’
- เกือบ 6 ใน 10 คน บอกว่า “สิ่งที่ทรัมป์ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ‘การลดราคาสินค้า’ และไม่มีประเด็นอื่นใดสำคัญเท่านี้”
ผลการเลือกตั้งจะมีอิทธิพลอย่างมากต่ออำนาจที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือของวาระการดำรงตำแหน่งของเขา ซึ่งการที่พรรครีพับลิกันจะรักษาการควบคุมสภาผู้แทนราษฎรไว้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ยังมีการเลือกตั้งในอีกหลายประเทศที่จะมีขึ้นในปี 2026 อาทิ :
- โปรตุเกส / เลือกตั้งประธานาธิบดี / 18 มกราคม
- ลาว / เลือกตั้งรัฐสภา / 22 กุมภาพันธ์
- เวียดนาม / เลือกตั้งรัฐสภา / 15 มีนาคม
- เปรู / เลือกตั้งทั่วไป / 12 เมษายน
- สวีเดน / เลือกตั้งทั่วไป / 13 กันยายน
- เดนมาร์ก / เลือกตั้งทั่วไป / ต้องจัดขึ้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม
- บัลแกเรีย / เลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภา / คาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
- นิวซีแลนด์ / เลือกตั้งทั่วไป / ต้องจัดขึ้นภายในวันที่ 19 ธันวาคม
(Photo by Leonardo Munoz / AFP)



