ขณะที่ทางการไทยกำลังกวดล้างแก๊ง “กุมารจีน” แจ้งเกิดเท็จใช้ “พ่อทิพย์” คนไทยสวมสัญชาติไทยให้เด็กจีน โดยโรงพยาบาลอาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย รัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ก็กำลังสอบสวนกรณีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งโฆษณาแพ็กเกจคลอดบุตรให้กับชาวต่างชาติที่ตั้งครรภ์ตามแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกเพื่อให้ได้สัญชาติอเมริกัน
เกร็ก แอ็บบ็อตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส สั่งสอบสวนโรงพยาบาล Mission Regional Medical Center อย่างละเอียดและเร่งด่วน หลังปรากฏภาพป้ายโฆษณา “แพ็คเกจคลอดบุตรในเซาท์เท็กซัส” เป็นภาษาสเปนบนป้ายโฆษณาในเม็กซิโก โปรโมทบริการคลอดบุตรในสหรัฐฯ แก่ชาวต่างชาติที่ตั้งครรภ์ใกล้ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ว่อนโลกโซเชียลมีเดีย
ในป้ายโฆษณาของโรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้ถูกถอดไปเรียบร้อย ระบุราคาคลอดธรรมชาติไว้ที่ 3,950 ดอลลาร์สหรัฐ และคอลดแบบผ่าอยู่ที่ 5,525 ดอลลาร์สหรัฐ และแนะนำผู้ที่สนใจให้ไปที่เว็บไซต์ “Have My Baby in Texas” ซึ่งต่อมาถูกปิดไปแล้วเช่นกัน

แอ็บบ็อตต์ระบุว่า ป้ายโฆษณาของโรงพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของชายแดนติดกับเม็กซิโก มีจุดประสงค์เพื่อการแสวงหาผลกำไรจากการให้บริการคลอดบุตรแก่ชาวต่างชาติเพื่อช่วยให้เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ ได้รับสัญชาติอเมริกันตามหลักดินแดน (Birthright Citizenship) ผ่าน “ทัวร์คลอดบุตร”
“‘การท่องเที่ยวเพื่อการคลอดบุตร’ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นพิเศษที่สหรัฐฯ และรัฐเท็กซัสมอบให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายล้านคนในแต่ละปี นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายพันคนเดินทางมายังสหรัฐฯ โดยใช้ข้ออ้างที่ผิดๆ เพื่อมาคลอดบุตรและขอสัญชาติให้แก่บุตรหลานของตัวเอง คณะกรรมการบริการสุขภาพและมนุษยธรรมแห่งรัฐเท็กซัส (HHSC) ต้องตรวจสอบโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อหาการละเมิดกฎหมายของรัฐและข้อผูกพันตามสัญญา” แอ็บบ็อตต์ระบุ
“รัฐเท็กซัสจะไม่ยอมให้ระบบสาธารณสุขของเราถูกใช้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อมาคลอดบุตร”
— เกร็ก แอ็บบ็อตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส
โรงพยาบาล Mission Regional Medical Center ยืนยันกับสำนักข่าว Fox News ว่า เป็นเจ้าของป้ายโฆษณาดังกล่าวจริง โดยเริ่มแคมเปญนี้มาตั้งแต่ปี 2021 แต่ไม่ได้ระบุว่าติดตั้งป้ายโฆษณาตั้งแต่เมื่อใด อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายใดๆ และยืนยันว่า โรงพยาบาลเพียงแค่ประชาสัมพันธ์บริการทางการแพทย์ที่ให้บริการ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลอื่นๆ และว่า ทางโรงพยาบาลไม่สนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกกิจกรรมที่ผิดกฎหมายใดๆ และจะทำงานเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของรัฐบาลกลางและรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”
การสั่งสอบสวนนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากศาลฎีกายืนยันการตีความบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดในแผ่นดินสหรัฐฯ จะได้รับสัญชาติสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติ โดยไม่คำนึงถึงสถานะการเข้าเมืองของพ่อแม่ แต่มีข้อยกเว้นบางประการ
หลังจากการตัดสินดังกล่าว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า รัฐสภาควรดำเนินการเพื่อจำกัดสิทธิ์นั้น ในขณะที่การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งบริหารของทรัมป์เกี่ยวกับสิทธิการเป็พลเมืองโดยกำเนิดยังคงดำเนินต่อไป

กรณีนี้ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่นักการเมืองพรรครีพับลิกันในรัฐเท็กซัส ซึ่งบางคนเรียกร้องให้มีกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นกรณีการท่องเที่ยวเพื่อการคลอดบุตร
อย่างไรก็ตาม รายงานต่างๆ ชี้ให้เห็นว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ข้อมูลของสถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐานระบุว่า การคลอดบุตรในสหรัฐฯ ในแต่ละปีอาจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อการคลอดบุตรระหว่าง 5,000-26,000 ครั้ง ซึ่งคิดเป็นน้อยกว่า 1% ของจำนวนการคลอดบุตรทั้งหมดกว่า 3.5 ล้านครั้งที่บันทึกไว้ในประเทศในแต่ละปี
แต่ถึงจะมีจำนวนไม่มาก ก็ยังเป็นการเบียดบังสวัสดิการรัฐของคนอเมริกัน เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จะได้รับสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้พวกเขาสามารถกลับมาเข้าถึงสิทธิ์การศึกษา สวัสดิการ หรือทุนกู้ยืมจากรัฐบาลได้ในอนาคต แม้ว่าพ่อแม่จะไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศเลยก็ตาม ในขณะที่คนอเมริกันต้องควักกระเป๋าจ่ายภาษีในอัตราสูง
นอกจากนี้ เมื่อลูกอายุครบ 21 ปี พ่อแม่สามารถยื่นคำร้องขอเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในสหรัฐฯ ได้ด้วย โดยคนกลุ่มนี้อาจอาศัยช่องว่างแจ้งข้อมูลเท็จว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย เพื่อขอใช้สิทธิ์ในโครงการ Medicaid ซึ่งเป็นสวัสดิการสุขภาพสำหรับพลเมืองที่มีรายได้น้อยที่มาจากเงินภาษีของชาวอเมริกัน แต่คนอเมริกันเองต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพปีละหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ
Photo by RAUL ARBOLEDA / AFP





