ผ่าอนาคต ‘การเมืองโลก’ จะเป็นไปในทิศทางใดในปี ‘2026’

31 ธ.ค. 2568 - 11:22

  • บททดสอบ โดนัลด์ ทรัมป์ กับการเมืองภายใน และภารกิจนอกประเทศกับบทบาทคนกลางเจรจาหยุดยิงในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนนโยบายภาษีที่รอการตัดสินของศาลฎีกา

  • จีนในฐานะคู่แข่งที่น่าเกรงขามของสหรัฐฯ ที่มุ่งผลักดันการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกับการแสวงหาความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี

  • เมื่อ ‘AI’ กำลังแทรกซึมเข้ามาในทุกวงการ และการแย่งงานมนุษย์ (อาจ) ไม่ใช่คำเตือนอีกต่อไป

ผ่าอนาคต ‘การเมืองโลก’ จะเป็นไปในทิศทางใดในปี ‘2026’

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดทั้งปี 2025 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นเกมการเมืองโลกสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ภาษีทรัมป์ที่สั่นสะเทือนมาตั้งแต่ต้นปี ตลอดจนสงครามความขัดแย้งทั่วทุกสารทิศที่ยังคงหาทางออกไม่ได้อย่างรัสเซีย-ยูเครน หรือแม้แต่สงครามที่ปะทุขึ้นใหม่ในรอบหลายปีระหว่างไทยและกัมพูชา

อีกทั้งสแกมเมอร์วงการสีเทาที่ผลาญเงินผู้คนไปทั่วโลก รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ และสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญกับพายุฝน-น้ำท่วมหนักโดยเฉพาะในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย 

แล้วปี 2026 จะเกิดอะไรขึ้นอีก...SPACEBAR พาไปดูการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญว่ามองโลกในปี 2026 อย่างไรบ้าง? 

ทรัมป์อาจเผชิญกับความท้าทายสุดหินทั้งใน-นอกประเทศ... 

(Photo by JIM WATSON / AFP)
(Photo by JIM WATSON / AFP)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากในปี 2026 โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคน และการเลือกตั้งกลางเทอมที่คุกคามการควบคุมรัฐสภาของพรรครีพับลิกัน 

แน่นอนว่าประเด็นการใช้จ่ายรัฐบาล และความเป็นไปได้ของ ‘การหยุดทำงาน’ (Shutdown) ของรัฐบาลกลางอีกครั้งซึ่งอาจเกิดขึ้นในขณะที่รอคำตัดสินของศาลฎีกาที่อาจล้มล้างมาตรการภาษีนำเข้าที่เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายทางเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 104 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า 

อย่างไรก็ดี ที่นั่งของ สส.และ สว.ในสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกันและเดโมแครตที่ต่างกันอย่างฉิวเฉียดยังคงเป็นความท้าทายอย่างต่อเนื่องในทุกประเด็นที่มีการถกเถียง แม้ว่าพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอยู่ในขณะนี้ก็ตาม แต่ในปี 2025 สมาชิกสภานิติบัญญัติอนุมัติกฎหมายเพียง 61 ฉบับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกของพรรคการเมือง เช่นเดียวกับในปี 2023 ที่อนุมัติกฎหมายเพียง 34 ฉบับ เพราะโดยปกติแล้ว สมาชิกสภานิติบัญญัติจะอนุมัติร่างกฎหมายมากกว่า 300 ฉบับ

นอกเหนือจากประเด็นภายในประเทศแล้ว กิจการต่างประเทศก็ยังคงมีความผันผวนสำหรับรัฐบาลทรัมป์ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในสงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งใกล้จะครบรอบ 4 ปีแล้ว อีกทั้ง ทรัมป์ยังพยายามรักษาสถานการณ์หยุดยิงในฉนวนกาซาด้วย ซึ่งยังคงมีการปะทะกันเล็กน้อยระหว่างอิสราเอลและฮามาส 

จีนในฐานะ ‘คู่แข่งที่น่าเกรงขาม’ ของสหรัฐฯ 

(Photo by AFP)
(Photo by AFP)

ขณะที่สหรัฐฯ กำลังปรับเปลี่ยนบทบาทความเป็นผู้นำระดับโลก ส่วนจีนก็กำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ ‘คู่แข่งที่น่าเกรงขาม’ ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะวงการปัญญาประดิษฐ์ที่สะเทือนบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 อย่างการเปิดตัวแชทบอท ‘AI DeepSeek’ จนทำให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาดสหรัฐฯ และขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ OpenAI, Meta และ Google 

เท่านั้นไม่พอ แต่การที่สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิปไปยังจีนยัง (อาจ) ส่งผลเสียต่อตัวสหรัฐฯ เองอีกด้วย (?) เพราะกลายเป็นว่าข้อจำกัดดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มผู้ผลิตชาวจีนทุ่มเทความพยายามอย่างหนักเพื่อพัฒนา และหันมาเลือกใช้ซัพพลายเออร์ภายในประเทศแทน ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็เรียกร้องให้ทั้งประเทศร่วมมือกันสร้างห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์  

แต่ถึงกระนั้น แม้สินค้าจีน ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงตุ๊กตาลาบูบู้ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทว่าการบริโภคภายในประเทศกลับยังคงซบเซา เนื่องจากกำลังการผลิตที่มากเกินไปนั้นกลับกลายเป็นปัญหาสำหรับฐานอุตสาหกรรมของตน  

ทั้งนี้ ต้องรอดูกันต่อไปว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปีฉบับต่อไปของจีนซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2026 จะสามารถกระตุ้นการบริโภคไปพร้อมกับการแสวงหาความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีได้หรือไม่? 

นอกจากนี้ ในปี 2026 ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าวาระสำคัญของการเยือนสหรัฐฯ ของ สี จิ้นผิง และการเยือนจีนของทรัมป์ จะเกิดขึ้นจริงๆ อย่างที่พวกเขาพูดไว้เมื่อช่วงปลายปี 2025 หรือเปล่า...แล้วทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะเป็นอย่างไรต่อไป?   

‘สันติภาพรัสเซีย-ยูเครน’ ที่เหมือนจะใกล้...แต่ก็ยังไกลจากความเป็นจริง 

(Photo by Sergei SUPINSKY / AFP)
(Photo by Sergei SUPINSKY / AFP)

“ไม่มีการยอมแพ้ ไม่มีการถอย ประธานาธิบดีปูตินมีแค่ 2 ทางเลือกคือ ยอมจำนน หรือยกระดับความขัดแย้ง ในขณะที่ยูเครนก็ยังคงปกป้องพลเมืองและดินแดนของตัวเองอย่างแน่วแน่...ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการยกระดับความขัดแย้งแบบผสมผสาน” วิลเลียม ดิกสัน และมักซิม เบซโนซิอุค นักวิเคราะห์จากสถาบันสถาบันวิจัยอิสระด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง (RUSI) กล่าว  

ขณะที่ ดร.เจฟฟรีย์ แมนคอฟฟ์ นัก วิเคราะห์ จากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) มองว่า “ปูตินกำลังทำผิดพลาดซ้ำรอยผู้นำรัสเซียหลายคนก่อนหน้านี้จากความต้องการที่จะขยายอำนาจมากเกินไป” 

“โอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากว่าสงครามยังยืดเยื้อ ถ้ารัสเซียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และยูเครน รัสเซียจะต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อซึ่งนั่นหมายความว่า ‘รัสเซียอาจจะไม่ได้รับชัยชนะ’”

ดร.แมนคอฟฟ์ กล่าว 

ด้าน เคซีย์ มิเชล นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย ‘Atlantic Council’ มองว่า “เมื่อพิจารณาจากความดื้อรั้นอย่างต่อเนื่องของปูตินเกี่ยวกับการ ‘ยุติ’ สงครามนั้น เป็นที่ชัดเจนสำหรับเขาแล้วว่า สงครามครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่สถานะทางดินแดนบางส่วนของยูเครนตะวันออกหรือใต้”   

“เขาต้องการยูเครน ท่าทีของปูตินเองระหว่างการเจรจาสันติภาพเผยให้เห็นว่าเขาไม่มีความสนใจที่จะยุติสงครามเลยแม้แต่น้อย ข้อเรียกร้องด้านดินแดนของเขาจะทำให้ยูเครนสูญเสียป้อมปราการที่สำคัญ และเป็นการปูทางให้รัสเซียรุกคืบต่อไป”

 ปีเตอร์ ดิกคินสัน นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย ‘Atlantic Council’ กล่าว 

ดิกคินสัน เสริมว่า “การที่รัสเซียเรียกร้องให้จำกัดกองกำลังติดอาวุธ และความสามารถของยูเครนในการรักษาความสัมพันธ์ทางทหารกับตะวันตก ซึ่งนั่นจะทำให้ยูเครนในภาวะหลังสงครามนั้น ไร้อาวุธและ ไร้การป้องกัน...หากพิจารณาแยกกัน ข้อเรียกร้องเหล่านี้แต่ละข้อดูน่าสงสัยอย่างยิ่ง แต่เมื่อนำมารวมกันแล้ว พวกมันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงเจตนาของปูตินที่จะดำเนินการรุกรานต่อไป” 

เมื่อ ‘AI’ แย่งงานมนุษย์ไม่ใช่คำเตือนอีกต่อไป! 

(Photo by : Shutterstock / Andrey_Popov)
(Photo by : Shutterstock / Andrey_Popov)

คำถามที่ว่า ‘AI จะเข้ามาแย่งงานของเราหรือไม่?’ นั้น ในตอนนี้คงไม่ใช่คำถามสมมติอีกต่อไปแล้ว เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ตั้งแต่ Amazon ไปจนถึง DBS ต่างพากันประกาศแผนการ ‘ลด’ จำนวนพนักงานในปีนี้เพื่อหันมาใช้ AI มากขึ้น 

“เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาต่อไปอีกในปีหน้า ตอนนี้มันดีมากอยู่แล้ว เราจะได้เห็นว่ามันมีศักยภาพที่จะเข้ามาแทนที่งานหลายๆ อย่างได้ จนอาจทำให้แรงงานมนุษย์ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ มากขึ้น”

 เจฟฟรีย์ ฮินตัน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ กล่าว 

ความก้าวหน้าของ AI เป็นไปในลักษณะที่ว่า ทุกๆ 7 เดือนหรือประมาณนั้น AI จะสามารถทำงานที่เคยใช้เวลานานเป็น 2 เท่าให้เสร็จได้ ยกตัวอย่างในโครงการเขียนโค้ด AI ก็จะสามารถทำงานให้เสร็จได้ภายใน 1 นาทีจากที่เคยใช้เวลา 1 ชั่วโมง และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะสามารถทำงานด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ได้ภายใน 1 วันซึ่งปัจจุบันต้องใช้เวลาถึง 1 เดือน“และในเวลานั้น ก็จะมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จำเป็นสำหรับโครงการวิศวกรรมซอฟต์แวร์” ฮินตัน คาดการณ์ 

แต่ฮินตันเตือนว่า “มันพัฒนาไปเร็วกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันเก่งขึ้นในเรื่องการใช้เหตุผล และการหลอกลวงผู้คน...หาก AI เชื่อว่ามีคนพยายามขัดขวางไม่ให้มันบรรลุเป้าหมาย มันจะพยายามหลอกลวงผู้คนเพื่อที่จะดำรงอยู่ต่อไปและทำงานให้สำเร็จ” 

แม้ AI จะสร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้ทั้งในด้านการแพทย์ การศึกษา นวัตกรรม รวมไปถึงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ฮินตันเผยว่า เขาไม่แน่ใจว่าความเสี่ยงจาก AI จะมีมากกว่าข้อดีหรือไม่ ที่ผ่านมา ฮินตันส่งสัญญาณเตือนถึงศักยภาพของ AI ที่อาจทำให้มนุษย์ตกงานมาโดยตลอด “ผมคิดว่าบริษัทใหญ่ๆ กำลังเดิมพันว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานจำนวนมาก เพราะนั่นคือที่มาของเงินก้อนใหญ่”  

แม้ว่าบางการศึกษาจะแสดงให้เห็นว่า “AI กำลังผลักดันให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานที่มีอยู่มากกว่าที่จะนำไปสู่การเลิกจ้างจำนวนมาก” แต่หลักฐานก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “AI กำลังลดโอกาสในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเริ่มต้น” 

“AI จะสร้างการว่างงานจำนวนมากและสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เนื่องมาจากระบบทุนนิยม มันจะทำให้คนเพียงไม่กี่คนร่ำรวยขึ้นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็จะยากจนลงด้วย” 

ฮินตัน บอกกับสำนักข่าว Financial Times 

ภาวะความตึงเครียดทางการค้าที่ ‘เพิ่มสูงขึ้น’ 

(Photo by : Shutterstock / Shutterstock AI)
(Photo by : Shutterstock / Shutterstock AI)

หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศทั่วโลกในวันที่เรียกว่า ‘วันแห่งการปลดแอก’ เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนต่อภาคเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หลายๆ ประเทศ ก็ต้องดิ้นรนที่จะเจรจาต่อรองขอลดภาษีตามกรอบเวลาที่ทรัมป์กำหนดท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ผลัดกันขู่ขึ้นภาษีไปจนถึง 200% ที่สุดท้ายแล้ว ทรัมป์ และสี จิ้นผิงก็ตัดสินใจมาเจรจาการค้ากันนอกรอบการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังคุกรุ่นในวงกว้างน่าจะนำไปสู่การแตกแยกทางการค้ามากขึ้น ซึ่งอาจบังคับให้บริษัทต่างๆ เร่งการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานและความพยายามในการย้ายฐานการผลิตมาใกล้ฐานที่ตั้งมากขึ้น” 

“ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ‘โลกยังคงเป็นเหมือนหม้อต้มเดือดพล่านด้วยความไม่แน่นอน’ เรายังคงรอคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรจากศาลฎีกาของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงยุโรปกับจีนที่เพิ่มมากขึ้น ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว” 

คาร์สเตน บรเซสกี หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์มหภาคระดับโลกของกลุ่มธนาคาร ING กล่าว   

ในระยะยาว ผลกระทบจากภาษีศุลกากรน่าจะลดปริมาณการค้า เพิ่มต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน และชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์