บทวิเคราะห์: ‘ฝนกรดสีดำ’ เหนือเตหะราน เงามลพิษที่อยู่นานกว่าสงคราม

9 มี.ค. 2569 - 14:30

  • ไฟไหม้คลังน้ำมันปล่อยสารพิษมหาศาล ทำให้เกิดฝนกรดปนเขม่า หรือ “Black Acid Rain”

  • มลพิษกระทบหลายมิติ ตั้งแต่อากาศ ดิน แหล่งน้ำ ไปจนถึงระบบนิเวศ

  • ความเสี่ยงสุขภาพระยะสั้น ระคายเคืองดวงตา ผิวหนัง และทางเดินหายใจ ระยะยาวยาว อาจเพิ่มโรคทางเดินหายใจ มะเร็ง และโรคหัวใจ

บทวิเคราะห์: ‘ฝนกรดสีดำ’ เหนือเตหะราน เงามลพิษที่อยู่นานกว่าสงคราม

ท้องฟ้าเหนือกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ถูกปกคลุมด้วยควันสีดำหนาทึบหลังการโจมตีคลังเก็บเชื้อเพลิงหลายแห่ง จนเกิดปรากฏการณ์ที่ประชาชนเรียกว่า “ฝนกรดสีดำ” หรือ Black Acid Rain หยาดฝนที่ปะปนด้วยเขม่าคาร์บอนและสารพิษจากการเผาไหม้น้ำมัน

รายงานจากสื่อระหว่างประเทศระบุว่า การโจมตีทางอากาศได้จุดไฟเผาคลังน้ำมันอย่างน้อย 4 แห่ง และศูนย์โลจิสติกส์พลังงาน ทำให้เกิดกลุ่มควันพิษขนาดใหญ่ลอยคลุมเมือง และเมื่อฝนตกลงมา เขม่าจากการเผาไหม้ก็กลับตกลงสู่พื้นดินพร้อมหยาดฝน ส่งผลให้เกิดฝนที่มีสีคล้ำและอาจมีความเป็นกรดสูง

ภาพของท้องฟ้าที่มืดครึ้มและฝนที่ทิ้งคราบดำบนพื้นถนน กลายเป็นสัญลักษณ์ของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากสงครามพลังงาน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบ แต่กระจายผ่านอากาศ น้ำ และระบบนิเวศของเมืองขนาดใหญ่

sustainability-black-acid-rain-tehran-war-energy-pollution-analysis-SPACEBAR-Photo01.jpg

เมืองที่หายใจไม่ออก

ชาวเมืองเตหะรานจำนวนมากรายงานว่าพวกเขาตื่นขึ้นมาพร้อมกลิ่นไหม้ของน้ำมันในอากาศและหมอกควันหนาทึบที่บดบังแสงอาทิตย์ ดูคล้าย “วันสิ้นโลก” หลายพื้นที่ในเมืองมีฝนตกพร้อมเขม่าคาร์บอนปกคลุมพื้นผิวอาคาร ถนน และรถยนต์ ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มมีอาการระคายเคืองตา เจ็บคอ และหายใจลำบากจากมลพิษในอากาศ

หน่วยกู้ภัยของประเทศเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝนกรดโดยตรง ให้สวมหน้ากาก และอยู่ภายในอาคาร เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอาจปนเปื้อนสารเคมีจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ไฮโดรคาร์บอน ซัลเฟอร์ และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ

สถานการณ์นี้สะท้อนภาพของเมืองขนาดใหญ่ที่กำลังเผชิญ “วิกฤตคุณภาพอากาศฉับพลัน” จากเหตุการณ์ทางทหาร ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย

คำเตือนสุขภาพ เมื่อควันน้ำมันกลายเป็นฝน

Iranian Red Crescent Society หรือ IRCS องค์กรมนุษยธรรมหลักของประเทศอิหร่าน ออกประกาศเตือนภัยระดับสูงแก่ประชาชน ให้ระวังฝนที่ปนเปื้อนสารพิษจากการไหม้ของน้ำมัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดแผลไหม้ตามผิวหนัง และทำลายระบบทางเดินหายใจ โดยแนะนำให้ประชาชนอยู่ในอาคารและปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันควันพิษ

ผู้ว่าการกรุงเตหะราน แนะนำให้สวมหน้ากากเมื่อออกไปข้างนอก ขณะที่ ดร.ชาห์ราม คอร์ดาสติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยาชาวอิหร่านซึ่งประจำอยู่ในสหราชอาณาจักร เตือนว่าก๊าซพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถระคายเคืองดวงตาและทางเดินหายใจ ทำให้อาการหอบหืด โรคปอด และโรคหัวใจกำเริบ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิดได้

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอธิบายว่า เมื่อเชื้อเพลิงฟอสซิลไหม้ในระดับอุตสาหกรรม จะปล่อยสารประกอบจำนวนมาก เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยสารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนสภาพเป็นฝนกรดหรือฝนที่ปนเปื้อนสารพิษได้ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ยังส่งผลต่อดิน พืช และแหล่งน้ำในระบบนิเวศ

acid-rain-warning-issued-in-tehran-after-oil-depot-fire-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

สงครามกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่ยาวนานกว่าการสู้รบ

นักสิ่งแวดล้อมจำนวนมากมองว่าเหตุการณ์ “ฝนกรดสีดำ” เหนือเตหะรานเป็นตัวอย่างล่าสุดของ “ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากสงคราม” เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง หรือท่อส่งน้ำมันถูกโจมตี ความเสียหายไม่ได้จบลงที่เปลวไฟหรือแรงระเบิด แต่ยังปลดปล่อยมลพิษจำนวนมหาศาลสู่บรรยากาศ และไม่ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร “โลกใบนี้” ก็แพ้อยู่ดี เพราะควันจากการเผาไหม้น้ำมันประกอบด้วยสารพิษหลายชนิด รวมถึงสารก่อมะเร็ง เช่น เบนโซไพรีน และไดออกซิน ซึ่งอาจตกลงสู่ดินและแหล่งน้ำผ่านฝนหรือฝุ่นตกค้าง

ประวัติศาสตร์เคยแสดงให้เห็นผลกระทบลักษณะนี้มาแล้ว เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อน้ำมันในสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 ซึ่งปล่อยควันพิษมหาศาลสู่บรรยากาศและก่อให้เกิดมลพิษในพื้นที่ทะเลทรายและชายฝั่งเป็นเวลาหลายเดือน

กรณีของเตหะราน จึงอาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการเตือนว่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากสงครามสามารถคงอยู่ได้นานกว่าความขัดแย้งเอง

มิติความยั่งยืน: สงครามที่ท้าทาย SDGs

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่าง “สงคราม” กับ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ของโลก (Sustainable Development Goals) อย่างชัดเจน

มลพิษทางอากาศและฝนที่ปนเปื้อนสารพิษกระทบโดยตรงต่อ สุขภาพของประชาชน (SDG 3: Good Health and Well-being) คุณภาพอากาศและระบบนิเวศเมือง (SDG 11: Sustainable Cities) การคุ้มครองระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำ (SDG 15: Life on Land) และเหนือสิ่งอื่นใด เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนความเปราะบางของเป้าหมายด้านสันติภาพและความยุติธรรม (SDG 16) เพราะเมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรง ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมก็มักกลายเป็น “เหยื่อเงียบ” ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง

เมื่อหยาดฝนกลายเป็นคำเตือนของโลก

สำหรับผู้คนในเตหะราน ฝนที่ตกลงมาในวันนั้นไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา แต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างพลังงาน สงคราม และสิ่งแวดล้อม

ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยควันพิษ และฝนที่ทิ้งคราบดำบนพื้นเมือง สะท้อนความจริงว่าในโลกยุคปัจจุบัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามรบ มันสามารถลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ปะปนกับอากาศที่ผู้คนหายใจ และในที่สุดก็กลับมาตกลงสู่พื้นดินพร้อมหยาดฝน

ฝนกรดสีดำเหนือกรุงเตหะรานจึงเป็นมากกว่าภาพสะเทือนใจของสงคราม หากยังเป็นสัญญาณเตือนว่า ความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืนของโลกไม่อาจแยกออกจากสันติภาพได้เลย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์